มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งในเพศหญิงที่พบได้บ่อยที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจาก มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่ป้องกันได้ แพทย์สามารถตรวจหา “ระยะก่อนเป็น มะเร็งปากมดลูก” ได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ซึ่งวิธีการที่ใช้ตรวจหาระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูกเรียกว่า การตรวจแปปสเมียร์ (Pap Smear) โดยการ เก็บเอาเซลเยื่อบุบริเวณปากมดลูกไปตรวจหาเซลมะเร็ง
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็น มะเร็งปากมดลูก
1. การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย (ต่ำกว่า 20 ปี) และมีคู่นอนหลายคน
2. มีการอักเสบของปากมดลูกเนื่องจากการติดเชื้อ Human Papilloma Virus เริม หูดหงอนไก่
3. สตรีที่สูบบุหรี่ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่
4. สตรีที่มีภูมิต้านทานต่ำ
5. ขาดสารอาหาร เช่น โฟเลท วิตามินเอ วิตามินซี
อาการมะเร็งปากมดลูก
ระยะเริ่มต้นจะไม่ปรากฎอาการใดๆ แต่สามารถตรวจพบมะเร็งปากมดลูกได้จากการตรวจ แปปสเมียร์ (Pap Smear) ระยะลุกลาม จะมีอาการตกขาว มีกลิ่น มีเลือดออกทางช่องคลอดหรือตกขาว ลักษณะคล้ายน้ำคาวปลา ถ้าเป็นมากอาจถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีอาการผิดปกติของระบบขับถ่ายอุจจาระได้นอกจากนี้ มะเร็งอาจกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ ปอด ตับ และกระดูก เป็นต้น
การรักษามะเร็งปากมดลูก
ถ้าเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะแรกๆ การผ่าตัดเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดี แต่ถ้าเป็นระยะที่มะเร็งลุกลามมากแล้ว จะใช้รังสีรักษาโดยการฉายแสงร่วมกับการใส่แร่หรือการผสมผสานระหว่างการผ่า ตัด รังสีรักษา และการให้ยาเคมีบำบัด
การป้องกันมะเร็งปากมดลูก
– มีเพศสัมพันธ์เมื่อถึงวัยอันควร คืออายุ 20 ปีขึ้นไป
– หลีกเลี่ยงการติดเชื้อโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ถ้าไม่แน่ใจควรใช้ถุงยางอนามัย
– เมื่อมีอาการตกขาวผิดปกติ หรือเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ควรรีบไปพบแพทย์
– สตรีที่มีเพศสัมพันธ์ทุกคน ควรได้รับการตรวจ Pap Smear เพื่อค้นหามะเร็งปากมดลูกอย่างน้อยปีละครั้ง
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับสุขภาพ มะเร็งปากมดลูกโรคร้ายอันดับ 2 ของผู้หญิง
จาก ศูนย์สูติ-นรีเวช รพ.วิภาวดี

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น