วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2557

กดจุด หยุดอ้วน!!

by Lomwong Chalida


ถึงหน้าหนาวทีไรสาวอ้วนรูป ร่างใหญ่มักจะขายดีเป็นพิเศษ อันนี้อาจจะคิดเข้าข้างตัวเองนิดนึง เพราะกอดแล้วอุ่นจริงไหมค่ะ แต่มันก็คงจะดีกว่านี้แน่ถ้าความอ้วนที่เป็นปัญหาสากลระดับโลกของผู้หญิงหาย ไป! ต้อนรับปีใหม่ด้วยหุ่นที่ผอมบางกว่าเดิม วันนี้เรามีเคล็ดลับลดความอ้วนมาแนะนำค่ะ เผื่อจะเอาไปลองใช้กันดูบ้าง เคล็ดลับที่ว่าก็คือการกดจุดนั่นเอง ไปดูกันเลยดีกว่า


จุดที่ 1 หลังกระเพาะอาหาร

ส่วนมากวิธีการกดจุดลดน้ำหนัก จะไม่ใช่การกดปุ๊ปแล้วน้ำหนักลดลงไปทันตาเห็นแน่นอนค่ะ แต่จะเป็นการกดเพื่อผ่อน ลดความอยากรับประทานอาหารเกินความจำเป็นมากกว่า โดยเฉพาะเวลากลางคืนเป็น ต้น เริ่มแรกให้ใช้หลังมือ เคาะจุดด้านหลังของกระเพาะอาหาร จุดที่ว่าอยู่แถวๆ เส้นตรงกลางหลังบริเวณขอบเอวเรานั่นเองค่ะ เคาะซักประมาณ 1 นาที จากนั้นให้ใช้ปลายนิ้วทั้ง 2 มือกดลงไปเบาๆ แถวท้องตรงจุดกึ่งกลางระหว่างลิ้นปี่และสะดือ ค้าง 3 วินาที พัก 3 วินาที กดแบบนี้ไปเรื่อยๆ ซัก 10 ครั้ง แค่นี้ก็จะช่วยลดความอยากอาหารได้แล้ว


จุดที่ 2 ใต้ไหปลาร้า

จุดต่อมาก็ยังคงเป็นจุดที่ช่วยลดความอยากอาหารอีกเช่นเคยค่ะ คราว นี้ย้ายที่มาที่บริเวณกระดูกใต้ไหปลาร้า ค่อยๆ ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงไปเบาๆ นะคะ ให้กดไล่ลงไปเรื่อยๆ ตามความยาวของไหปลาร้า ค่อยๆ นวดคลึงไปเรื่อยๆ แล้วมาเปลี่ยนเป็นการเคาะหลังมือเบาๆ คะ สลับกันเคาะระหว่างซ้ายขวา และกรอกตาไปเรื่อยๆ ตามแขนข้างที่เคาะถ้าซ้ายก็กรอกไปทางซ้าย ขวาก็กรอกไปทางขวานะคะ ทำซักประมาณ 10 ครั้งก็พอ เดี๋ยวจะตาลายซะก่อนค่ะ


จุดที่ 3 กระดูกใต้ตาและใบหู


จุดสุดท้ายเป็นกดจุดที่ใกล้ๆ กันสลับกันไปมา 2 จุดนะคะ เริ่มแรกด้วยการนวดคลึงกระดูกบริเวณใต้ตาเบาๆ ซักประมาณ 10 วินาที จากนั้นให้สลับไปนวดคลึงกระดูกเล็กๆ ในใบหูทั้ง 2 ข้างพร้อมๆ กันอีกประมาณ 10 วินาที เสร็จแล้วสลับไปมาแบบนี้ซัก 5 ครั้งก็พอค่ะ

เป็นไงบ้างคะกับเคล็ดลับวิธีสกัดความอ้วนด้วยการกดจุดง่ายๆ ที่เรามาแนะนำในวันนี้ วิธีที่ว่าทั้งหมดถึงแม้ดูแล้วอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจว่ามันจะไปช่วยยังไงแต่ จากผลการทดลองผู้ที่ใช้วิธีนี้มาแล้วกว่า 70% ปรากฏว่าน้ำหนักตัวลดลงนะคะ เอาเป็นว่าสิบปากว่าไม้เท่าตาเห็น ของแบบนี้ต้องลองเองค่ะ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับการลดความอ้วน จาก chickministry.com

ไม่ลดความอ้วน โอกาสตกงานสูง

ปัญหาความอ้วนเป็นเรื่องใหญ่ไปทั่วโลก มากกว่า 80%เกิดจากพฤติกรรมที่ตามไปความเจริญของโลกสมัยใหม่ คนอ้วนมีปัญหามากกว่าคนผอมหรือไม่ นอกจากความไม่พอใจในรูปร่าง ข่าวร้ายซ้ำซ้อนสำหรับคนหุ่นไม่ดี มีการทำวิจัยในแผนกจิตวิทยา มหาวิทยาลัย คอนเนคติกัต ในสหรัฐอเมริกา กับคนจำนวน 41,218 คน โดยทุกคนจะต้องกรอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเอง อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก และเหตุการณ์ในชีวิตต่าง ๆ ตลอดปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นชีวิตครอบครัว สังคมรอบข้าง การทำงาน การคบเพื่อน เรียกว่าเขียนบรรยายให้ละเอียดว่าชีวิตเจอกับอะไรมาบ้าง


การศึกษาครั้งนี้เพื่อเป็นการติดตามดูว่า สภาพของร่างกาย น้ำหนักที่ปกติ กับที่เกินมาตรฐาน มีผลเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มตัวอย่างเกือบครึ่งแสนคนนี้มากน้อยแค่ ไหน

ปรากฏว่า คนอ้วน หรือ คนน้ำหนักเกินมาตรฐาน จะเจอเรื่องราวที่ต้องเครียดกว่าคนผอม คนอ้วน มักจะถูกรังเกียจจากเพื่อนร่วมงาน และผู้หญิงอ้วน จะโดนมากกว่าผู้ชายอ้วน คนอ้วนจะถูกทำให้ไม่มั่นใจในการทำงาน โอกาสจะก้าวหน้าหรือถูกโปรโมทมีน้อยกว่าสาวหุ่นดี(อันนี้ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับ เจ้านายหัวงูหรือเปล่าก็ไม่รู้)

จากผลวิจัยคนอ้วนมักจะเจอปัญหาตกงานมากกว่าคนปกติ ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปถึงสถานะทางเศรษฐกิจที่มักมีปัญหาทางด้านการเงินอยู่ ตลอดเวลา อีกทั้งคนอ้วนมีโอกาสที่จะเกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมด้วยความจำเป็น น่าสงสารคนอ้วนนะ หาเสื้อผ้าใส่ก็ยาก ขึ้นรถก็ต้องเบียดใช้ที่เยอะ นั่งทำงานโต๊ะก็แคบ แถมเพื่อน ๆ ไม่ค่อยอยากคบ เวลาเค้าเลย์ออฟ คนอ้วนโดนก่อนเลย


เมื่อไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า ทำให้คนอ้วนชอบคบคนรอบเอวพอ ๆ กัน ชอบคบคนที่ชอบกินเหมือน ๆ กัน ทำให้คนอ้วนมีปัญหาสุขภาพเพิ่ม ขึ้นและมีโรคมากขึ้น และคนอ้วนที่ตอบแบบสอบถามมักจะเจอเรื่องร้าย ๆ ของการสูญเสียญาติหรือพี่น้อง(นักวิจัยเรื่องนี้สันนิษฐานว่าเป็นเพราะคน อ้วนมักคบคนที่ไม่ค่อยดูแลสุขภาพเหมือน ๆ กัน จึงเจอคนป่วยรอบตัวมากกว่าคนที่สนใจดูแลสุขภาพ ซึ่งคนเหล่านั้นก็มักจะมีคนรอบข้างที่สุขภาพดีอายุยืนยาว)

นักวิจัยยังติดตามดูไปถึงชีวิตคู่สำหรับคนอ้วนคนผอมว่าแตกต่างกันหรือไม่ ปรากฏว่า ผู้ชายอ้วนที่มีเมียหุ่นดี มีความเครียดมากกว่าผู้หญิงอ้วนที่มีสามีหุ่นดี(ข้อนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะผู้ชายมักจะหวงของที่ดูดี กลัวเมียไปติดใจหนุ่มหล่อล่ำ มากกว่าผัวพุงพลุ้ย แต่ผลวิจัยไม่ได้บอกว่าแล้วอ้วนทั้งคู่ใครเครียดกว่ากัน)

แต่ยังมีข้อดีให้หญิงอ้วนชายอ้วนได้เหนือกว่า คือผู้หญิงชายหุ่นดี ชีวิตคู่มักจะอยู่ไม่ยืดจะมีปัญหาหย่าร้างมากกว่าคู่สมรสที่มีหญิงหรือชาย อ้วน คนอ้วนไม่ได้น่ารังเกียจ แต่ความอ้วนเป็นสิ่งที่ทำร้ายทำลายสุขภาพ รีบลดความอ้วนด่วน ตกงานแล้วจะหาว่าไม่เตือนกันก่อน

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับการลดความอ้วน จาก Never-Age

วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2557

สารพัดประโยชน์ของการขัดผิว

ผิวเป็นส่วนที่สาวๆ ให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ ทั้งบำรุง ทั้งดูแล รวมไปถึงการขัดผิว เพื่อให้ผิวมีสุขภาพที่ดี จะว่าไปแล้วผิวก็เป็นส่วนที่สะดุดทุกสายตา และทุกการสัมผัส เพราะฉะนั้นสาวๆ ส่วนใหญ่จึงมักให้ความสำคัญและใส่ใจกับผิวอย่างมาก และเมื่อพูดถึงการขัดผิวนั้นสาวๆ รู้ถึง สารพัดประโยชน์ของการขัดผิว บ้างหรือไม่ค่ะว่ามีประโยชน์อะไรบ้าง มีประโยชน์มากแค่ไหน อะงั้นขอเกริ่นเลยแล้วกันนะค่ะ เกริ่นแบบเบาๆ ว่า สารพัดประโยชน์ของการขัดผิว มีเยอะมาก และมีประโยชน์มากจนถึงขั้นที่สาวๆ นึกไม่ถึงกันเลยหล่ะค่ะ แต่ว่า สารพัดประโยชน์ของการขัดผิว จะมีอะไรบ้างนั้น เชื่อว่าตอนนี้สาวๆ หลายๆ คนนั้นก็คงอยากรู้แล้วว่ามีอะไรบ้าง แล้วมีมากแค่ไหน งั้นเอาเป็นว่าตอนนี้ถ้าพร้อมแล้วสาวๆ ไปดู สารพัดประโยชน์ของการขัดผิว กันเลยดีกว่านะค่ะว่ามีมากน้อยแค่ไหน เชื่อว่าถ้ารู้ถึง สารพัดประโยชน์ของการขัดผิว แล้วจะทำให้สาวๆ ฟินกับการขัดผิวมากกว่าเดิมอีกจร้า

   

สารพัดประโยชน์ของการขัดผิว

 

ปกติผิวจะมีการผลัดเซลล์ผิวทุก 2-4 สัปดาห์ แต่เมื่ออายุเกิน 20 ปี การผลัดเซลล์ผิวจะช้าลง ทำให้เกิดปัญหาริ้วรอย และผิวหมองคล้ำ การขัดผิวด้วยฟองน้ำ เกลือขัดผิว แปรง หรือวิธีอื่น ๆ จึงช่วยให้เซลล์ผิวผลัดตัวเร็วขึ้น ทำให้ผิวดูกระจ่างใส

-ผิวแห้ง
 
การขัดผิวที่เสื่อมสภาพออก จะช่วยให้ครีมบำรุงผิวซึมซาบเข้าสู่ชั้นผิว ผิวจึงไม่แห้งตึง

- ผิวผสม
 
ลดปัญหาการเกิดสิว ช่วยให้สีผิวเรียบเนียนสม่ำเสมอ

- ผิวมัน

ช่วยให้รูขุมขนสะอาดขึ้น ลดการอุดตัน และลบเลือนรอยดำจากสิว

- ผิวที่มีริ้วรอย

กระตุ้นกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติให้ทำงานดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอย และความหมองคล้ำ ผิวจึงดูสดใสและอ่อนวัยขึ้น

- ผิวที่ไม่เรียบเนียน

ช่วยลบเลือนจุดด่างดำและริ้วรอยที่เกิดจากสิว

- ผิวแตกลาย / ผิวเปลือกส้ม

การขัดผิวด้วยฟองน้ำนุ่ม ๆ หรือใยบวบธรรมชาติที่แช่น้ำจนนิ่ม ในบริเวณที่ผิวแตกลาย เป็นคลื่น เป็นลอน ทุกวัน จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และลบเลือนริ้วรอยให้จางลงได้

การขัดผิวหน้าควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และขัดผิวกายเดือนละ 1-2 ครั้ง โดยวนมือเป็นวงก
ลม เบา ๆ หลังขัดผิวควรหามอยส์เจอไรเซอร์มาเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว รู้อย่างนี้แล้ว สาวคนไหนอยากมีผิวสวย อย่าลืมหันมาขัดผิวกันดีกว่า.

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับผิวพรรณ  จาก modernmom

เคล็ดลับ...การเลือกครีมกันแดด

โอ้ยๆ ถ้า 3g แรงเท่าแดดที่บ้านเราก็คงดีสินะ คำพูดนี้แบบว่าได้ยินบ่อยมากๆ และอีกอย่างก็ยอมรับเลยค่ะว่าแดดบ้านเรานี้แรงจริงๆ เห็นแค่แดดก็หน้ามืดแล้วอะ แบบว่ารับรู้ได้ถึงความร้อนเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นแล้วตัวช่วยที่ดีที่สุดในการป้องกันผิวที่ถูกแดดทำร้ายนั้นก็คือ ครีมกันแดดนั้นเองค่ะ ครีมกันแดดนั้นเรารู้กันดีอยู่แล้วว่ามีส่วนช่วยในการป้องกันรังสีอำมหิต เอ้ย รังสียูวี ช่วยป้องกันไม่ให้ผิวสวยๆ ของเราถูกทำร้าย แต่สาวๆ รู้อีกหรือไม่ค่ะว่า การเลือกครีมกันแดด ให้ถูกวิธีนั้นจะช่วยให้ประสิทธิภาพของการดูแลผิวนั้นดียิ่งขึ้นค่ะ เพราะฉะนั้นแล้ววันนี้ทาง N3K ก็เลยได้นำเอา เคล็ดลับ...การเลือกครีมกันแดด มาแนะนำสาวๆ กันค่ะ เพียงแค่สาวๆ รู้จักการเลือกครีมกันแดดที่ถูกวิธีเท่านี้สาวๆ ก็จะมีผิวที่สวยเนียนมีสุขภาพที่ดี แม้ต้องเผชิญกับแสงแดดแรงแค่ไหนก็ไม่หวั่นค่ะ งั้นเอาเป็นว่าตอนนี้เราไปดู เคล็ดลับการเลือกครีมกันแดดให้ถูกวิธีกันเลยดีกว่าค่ะ



การเลือกครีมกันแดด ให้ถูกวิธี

 

1. วิธีทาครีมกันแดดที่ถูกต้องและได้ผล
ต้องทาครีมหนาเพื่อปกปิดผิวหนังทุกรูขุมขน ซึ่งเป็นวิธีการที่ผ่านการทดสอบในห้องทดลองจากนักวิทยาศาสตร์ แต่โดยทั่วไปผู้บริโภคมักจะนิยมทาเพียงเบาบาง ทำให้รังสีดวงอาทิตย์สามารถกระทบและทะลุเข้าสู่ผิวหนังได้บางส่วน นักวิชาการจึงแนะนำว่าหากต้องการทาแล้วได้ผลควรทาบ่อยๆ ทุก 1-2 ชั่วโมง

2. ภายหลังจากการ ทาครีมกันแดด
สภาวะความเป็นจริงคือ ผู้บริโภคมักจะมีกิจกรรมต่างๆ เช่น ออกกำลังกายด้วยการตีกอล์ฟ ว่ายน้ำ วิ่ง เดิน หรืออื่นๆ ทำให้เหงื่อออกทางผิวหนังและแน่นอน ครีมกันแดด จะถูกชะออกโดยง่าย ทำให้ประสิทธิภาพของครีมกันแดดลดลงหรือหมดไปในบางกรณี
 

3. สารกรองรังสียูวีที่เป็นองค์ประกอบในครีมกันแดดหลายชนิดไม่คงตัว
สลายตัวเมื่อโดนความร้อนทำให้ ครีมกันแดด เสื่อมประสิทธิภาพไป สินค้าบางตัวอาจเสื่อมไปตั้งแต่ยังไม่ทันได้ใช้ก็มี ในกรณีที่ผู้ขายเก็บ ไว้ในร้านค้าที่ร้อนหรือผู้บริโภคเองซื้อไปเก็บไว้ในที่ร้อน ทำให้สารกันแดดเสื่อมประสิทธิภาพก่อนเปิดใช้ ดังนั้นจึงควรเลือกซื้อจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือซึ่งสินค้าจะถูกเก็บรักษาใน สถานที่ปรับอากาศ และพิจารณาฉลากถึงวันเดือนปีที่ผลิตว่าเก่าเก็บหรือไม่ เพราะนอกจาก ครีมกันแดด จะหมดประสิทธิภาพแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดพิษระคายเคืองต่อผิวหนังได้อีกด้วยกรณีที่ทาครีมกันแดดหมดอายุ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับผิวพรรณ  จาก modernmom

วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2557

แนะนำ "สูตรกำจัดสิวเสี้ยน"

สิวเสี้ยนเป็นปัญหาที่ถึงจะไม่ร้ายแรง แต่ก็สร้างความหงุดหงิด และน่าเบื่อไม่น้อย ก็แหม่พอลูบๆ หน้าเข้าไปแล้วมือโดนอะไรสากๆ ที่หน้าสาวๆ รู้สึกยังงัยหล่ะค่ะ เฟลวเลยสิ เป็นกันทุกคนค่ะกับปัญหาสิวเสี้ยนที่กวนใจแบบนี้ บางทีกำจัดด้วยแผ่นลอกสิวเสี้ยนอะนะ หึหึหึ ไม่ได้ผลหรอกค่ะ ออกมานิดเดียวไม่ได้ช่วยให้อะไรๆ มันดีขึ้นเลย ถ้าจะให้ไปหาหมอก็แพงอะเปลือง งบน้อย ใช้รองพื้นโอ้วปิดไม่มิดเลยจร้า จากที่เป็นเรื่องเล็กๆ แลดูแล้วกลายเป็นปัญหาระดับชาติไปเลยสิทีนี้ มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะจริงๆ ถ้าเรารู้วิธีที่ดีแล้ว เราก็มีทางกำจัดมันได้ค่ะ เพราะเรารู้ว่าคุณกังวล วันนี้เราก็เลยจะมา แนะนำ "สูตรกำจัดสิวเสี้ยน" แบบง่ายๆ ให้สาวๆ ได้ทดลองกันค่ะ สำหรับ สูตรกำจัดสิวเสี้ยน ที่เรานำมาแนะนำนี้ก็เป็นสูตรง่ายๆ ไม่สิ้นเปลี้ยง แต่จะได้ผลหรือไม่วันนี้เราขอท้าสาวๆ ไปพิสูจน์กันค่ะ

สูตรกำจัดสิวเสี้ยน

ถ้าคุณมีปัญหาสิวเสี้ยนกวนใจ ลองใช้สูตรง่ายๆ ทำเองได้ที่บ้านต่อไปนี้ สักสัปดาห์ละครั้ง สิวเสี้ยนน่าจะลดลงได้

สิ่งที่คุณต้องการก็คือ แป้งข้าวโพดหนึ่งช้อนโต๊ะ และน้ำส้มสายชูหนึ่งช้อนโต๊ะ ผสมทั้งสองอย่างให้เป็นส่วนผสมข้นๆ และทาบริเวณที่เป็นสิวเสี้ยน ทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วเช็ดออกด้วยสำลีชุบน้ำ จากนั้น ล้างอีกครั้งด้วยน้ำอุ่นนิดๆ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับผิวพรรณ  จาก modernmom

แนะนำ! สูตรลับหน้าขาวใส

การมีผิวหน้าขาวใส คือ ความฝันที่ฟินที่สุดสำหรับสาวๆ เลยก็ว่าได้ แต่เราจะทำอย่างไรหล่ะค่ะให้เรามีผิวหน้าความใสดั่งใจฝัน มันเป็นเรื่องที่ยากมากๆ เลยใช่ไหมหล่ะค่ะ สาวๆ นั้นรู้กันดีว่าเคล็ดลับความสวยความงามนั้นมีเยอะ แต่ว่าถึงแม้มันจะมีให้เลือกเยอะ แต่มันก็ยุ่งยากมากๆ ซึ่งบางคนนั้นแทบจะทำแล้วไม่ได้ผลเลยด้วยซ้ำ มันเครียด มันเครียด มันเครียด แต่ ณ วันนี้วันนี้เพื่อความสวยของสาวๆ แล้วเราก็จะมา แนะนำ! สูตรลับหน้าขาวใส มาฝากสาวๆ กันค่ะ สำหรับ สูตรลับหน้าขาวใส นี้นะค่ะก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับความงามง่ายๆ ที่เชื่อว่านี่คงเป็นเคล็ดลับที่สาวๆ กำลังตามหาอย่างแน่นอนค่ะ เอาเป็นว่าตอนนี้มั่นใจมากๆ ว่าสาวๆ ทั้งหลายนั้นคงอยากที่จะรู้แล้วว่า สูตรลับหน้าขาวใส ที่เรานำมาฝากนี้จะเป็นอย่างไร แล้วจะง่ายขนาดไหน ถ้าอย่างนั้นพร้อมแล้วเราก็ไปพิสูจน์การมีวหน้าเนียนใสด้วย สูตรลับหน้าขาวใส กันเลยค่ะ



เผยสูตรลับหน้าขาวใส

วิธีทำ
ผสมน้ำมะขามเปียก นมสด และน้ำผึ้ง (ใส่นมสด และน้ำผึ้งแค่ครึ่งหนึ่งของน้ำมะขามเปียก) จากนั้นตั้งไฟอ่อนๆ คนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ให้เย็น เป็นอันว่าเสร็จแล้วค่ะ
วิธีเก็บรักษา

ใส่ในภาชนะที่มีฝาปิดแล้วแช่ในตู้เย็น สามารถ เก็บไว้ได้นานเท่าที่ต้องการเลยค่ะ
วิธีใช้
ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า เช็ดให้แห้ง แล้วทาครีมมะขามเปียกให้ทั่วใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที หรือนานเท่าใดก็ได้ ตามใจผู้ใช้ แล้วล้างออกตามปกติ

ข้อควรระวัง
หลีกเลี่ยงการทาบริเวณดวงตา เพราะอาจจะทำให้ระคายเคืองได้

ข้อพึงกระทำ
ถ้าต้องการให้ได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควรทาครีมมะขามเปียกในขณะที่ครีมเย็น หรือเพื่งจะเอาครีมออกจากตู้เย็น เพราะความเย็นจะทำให้รูขุมขนเล็กลง ผิวหน้าก็จะเรียบขึ้นค่ะ
สูตรที่ 2 สูตรหน้าขาวใสด้วยธรรมชาติ
1. แป้งดินสอพอง
2. ขมิ้นหรือ
ไพร
3. มะขามเปี
ยกหรือมะนาว

ละลายดินสอพองไม่ต้องแฉะมากให้พอข้น แล้วผสมไพรหรือขมิ้น และมะนาวหรือมะขามเปียก ผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ให้แห้งแล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า ใบหน้าของคุณก็จะขาวใสขึ้นค่ะ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับผิวพรรณ  จาก modernmom

วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2557

10 วิธี ฝึกลูกช่วยเหลือตัวเอง



10 วิธี ฝึกลูกช่วยเหลือตัวเอง (Mother&Care)

          เมื่อลูกไม่ได้รับการฝึกให้รู้จักช่วยเหลือตัวเอง คิดว่าลูกจะได้รับผลเสียใดบ้าง?

          ลูกตัดสินใจเองไม่เป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ ขึ้นไปจนถึงเรื่องยาก ๆ
          ลูกติดนิสัยคอยพึ่งพาแต่คนอื่น ทำสิ่งใดด้วยตัวเองไม่เป็นเรื่อยไปจนโต
          ลูกจะมีนิสัยรักความสบาย รับความลำบากได้ยาก เพราะเคยมีแต่คนทำให้
          ลูกจะมีปัญหาในการเข้าสังคม เพราะยึดติดอยู่กับผู้ใหญ่ที่คอยแก้ปัญหาให้
          ลูกจะปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนหรือคนรอบข้างไม่ได้
          ลูกจะคิดแก้ไขปัญหาไม่เก่ง คิดได้ช้า หรือคิดวิธีแก้ปัญหาได้น้อย
          ลูกจะมีความรับผิดชอบต่อตัวเองในด้านต่าง ๆ น้อยกว่าเด็กทั่วไป

ท้ายที่สุดพ่อแม่อาจทนพฤติกรรมลูกไม่ได้เมื่อโตขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันลดลง
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลกระทบจากการที่ไม่ได้ฝึกให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัว เองค่ะ ทั้ง ๆ ที่ลูกกำลังอยู่ในช่วงวัยต้องการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ชอบรบเร้าจะเข้ามาช่วยพ่อแม่ทำโน่นนี่ เพราะต้องการเรียนรู้การใช้ชีวิตตามผู้ใหญ่ ดังนั้นลองฉวยโอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ ด้วยการสอนให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเองกับ 10 เคล็ดลับนี้สิคะ

1. เข้าใจพัฒนาการลูกวัย Toddler

วัยนี้จะมีความรู้สึกใหม่เกิดขึ้น คือ อยากรับผิดชอบชีวิตประจำวันของตัวเองบ้าง อยากมีส่วนร่วมในการล้างมือ อาบน้ำ กวาดบ้าน ถูบ้าน แปรงฟันเอง พยายามทำทุกอย่างที่เคยเห็นคุณพ่อคุณแม่ทำ และเริ่มมีทัศนคติที่ดีกับสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำ จึงพยายามช่วยเหลือตัวเอง เช่น รู้จักสอดแขนเข้าไปในแขนเสื้อ ใส่กางเกง สนใจแกะหรือใส่กระดุม สวมถุงเท้ารองเท้าเอง แม้วัยนี้จะช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ก็ควรช่วยลูกบ้าง เช่น หากางเกง เสื้อที่ลูกใส่ได้ง่าย หาช้อนที่ตักกินเองได้ง่าย วางแปรงสีฟัน ถ้วยในที่ที่ลูกเอื้อมหยิบถึง ฯลฯ

2. เริ่มมอบหมายงานบ้าน

โอกาสทองที่เพิ่มความรู้สึกความภาคภูมิใจ และความเชื่อมั่นในตัวเองให้ลูก คือ การให้ลูกรู้จักช่วยงานบ้าน แม้จะเป็นงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตามค่ะ เพราะเหล่านี้ถือเป็นการส่งสัญญาณให้ลูกรู้ว่า พ่อแม่มีความเชื่อมั่นว่าลูกจะสามารถรับผิดชอบ และทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปได้ แถมยังช่วยให้ลูกรู้ว่า ตัวเองก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือครอบครัวด้วยเหมือนกัน แล้วลูกยังรู้สึกดีมีความภาคภูมิใจ ที่ได้รู้ว่าตัวเองก็เป็นที่ต้องการของพ่อแม่ด้วย เช่นกันค่ะ

3. อย่าคิดว่าลูกไม่สามารถ

ถึงจะดูว่าลูกวัยเตาะแตะยังเล็ก แต่ขอบอกว่า ลูกก็สามารถ ช่วยเก็บของเล่นที่ลูกเล่นเกลื่อนบ้านลงใส่ในตะกร้าเก็บของเล่นได้ หยิบเสื้อผ้าที่จะซักใส่เครื่องซักผ้าได้ (แม้ว่าจะค่อย ๆ ใส่ทีละชิ้นทีละชิ้น) วางช้อนส้อมบนโต๊ะอาหารเมื่อถึงเวลากินข้าวเย็นได้ วางผ้ารองจานข้าวได้ (ถ้าที่บ้านใช้) จับคู่ถุงเท้าของพ่อที่ซักสะอาดแล้วให้เข้าคู่ได้ (โดยแม่เป็นคนพับ) เมื่อลูกทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ นี้จนเริ่มชินแล้ว จึงค่อยมอบหมายให้ลูกทำงานที่ยากขึ้นไปอีกนิดเมื่อลูกโตขึ้นได้

4. ทำงานบ้านเป็นเรื่องสนุก

ควรแสดงออกให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่สนุกและพอใจที่ได้ทำงานบ้านร่วมกับลูก เช่น แทนการใช้คำสั่งให้เก็บของเล่นที่เกลื่อนกลาดบนพื้น อาจใช้วิธีชวนลูกเล่นแข่งเก็บของเล่นใส่กล่อง เกมพาน้องตุ๊กตากลับบ้าน ซึ่งก็คือเก็บตุ๊กตาเข้าที่ ร้องเพลงที่ลูกชอบด้วยกัน แต่งเพลงขึ้นมาใหม่ในการพับผ้าคิดท่าเต้นขณะกวาดบ้าน แข่งกันเก็บผ้าปูที่นอน ซื้อไม้กวาดเด็ก ที่พรวนดินเด็ก ถุงมือเด็กให้ลูกหยิบจับ ซึ่งนอกจากช่วยให้ลูกยินดีที่จะทำมากขึ้น ลูกยังสนุก และลดความวุ่นวายเวลาลูกมาแย่งอุปกรณ์จากแม่ได้ด้วย

5. ดูความสนใจของลูก

การที่จะฝึกให้ลูกคุ้นเคยกับงานบ้าน พ่อแม่ควรเริ่มต้นจากงานที่ลูกสนใจก่อน เพราะความอยากรู้อยากเห็นจะเป็นแรงกระตุ้นให้ลูกเรียนรู้ และทำสิ่งนั้นได้ดี รวมทั้งรู้สึกสนุกได้มากกว่าการไปบังคับให้ลูกทำในสิ่งที่ไม่สนใจ ถ้าลูกอยากจะเข้ามาช่วย หรือขอเข้ามามีส่วนร่วมขณะพ่อแม่กำลังทำงานบ้าน ควรให้ลูกเข้ามาส่วนช่วยทำงานบ้าง ถึงลูกจะถ่วงเวลาให้ทำได้ชักช้า วุ่นวาย หรือไม่ทันใจไปบ้าง ก็ได้อย่าดุว่าลูกเลยนะคะ

6. หางานง่าย ๆ ให้ลูกทำ

อย่าเริ่มด้วยงานบ้านยาก ๆ จนลูกรู้สึกเบื่อหน่าย ท้อถอย หางานง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน ทำได้ง่ายตามวัย โดยเน้นเรื่องความพยายามของลูก แม้ว่าผลงานที่ออกมาจะไม่เรียบร้อย แต่คนตัวเล็กอย่างลูกต้องใช้ความพยายามมาก งานที่ควรให้ลูกทำ เช่น เก็บของเล่น ของใช้ เสื้อผ้าเข้าที่, ให้ อาหารสุนัข แมว ปลา, ล้างผัก, เก็บของเล่นชิ้นเล็กใส่ตะกร้าหรือกล่อง, หยิบเสื้อผ้าใส่เครื่องซักผ้าที่เปิดฝาด้านหน้า, วางรองเท้าในที่เก็บ, วางช้อนส้อมบนโต๊ะ, วางแผ่นรองจานข้าว
7.ชมเชยและชื่นชมลูกบ้าง
หลายคนอาจนึกไปไม่ถึงว่าการที่ลูกได้รับความไว้วางใจให้ทำงาน จะช่วยสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นในใจลูกอย่างได้ผลจนเกินคาดค่ะ นักจิตวิทยายืนยันว่าการให้ลูกมีส่วนร่วมทำงานบ้าน จะทำให้ลูกเกิดความรู้สึกกว่าตัวเองมีคุณค่า เกิดรู้สึกในทางบวกกับตัวเองมากขึ้น คำชมและเสียงตบมือ จึงเป็นกำลังใจที่ลูกต้องการ เมื่อลูกทำงานได้สำเร็จ ทำได้ดีก็อย่าลืมชมเชยในความสามารถของลูก ถึงลูกจะยังทำได้ไม่เนี้ยบเรียบร้อยเท่าพ่อแม่ก็ตาม ให้เวลาลูกอีกสักนิดนะคะ แล้วลูกก็จะค่อยทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ

8. อย่าให้งานลูกมากเกิน

การให้ลูกทำงานหลายชิ้นจะทำให้ลูกรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะจะทำให้ลูกล้มเลิกการทำงานเหล่านั้นได้ค่ะ เลือกงานบ้านให้ลูกทำทีละอย่างก็พอ หรืออย่างมากสุดก็ไม่ควรให้เกิน 2 ชิ้น ที่สำคัญ ไม่ควรเปลี่ยนใจไปมาให้ลูกทำงานอย่างอื่นแทรกขึ้นมา ทั้งที่ลูกยังทำงานชิ้นเดิมไม่เสร็จ ถ้าจะให้ลูกทำงานบ้านเพิ่มอีก ควรเริ่มให้หลังจากที่ลูกทำงานหลักเสร็จไปแล้ว ลูกจะได้ตั้งใจทำงานให้สำเร็จเป็นชิ้น ๆ ไป ควรให้ลูกทำทีละน้อย ใช้เวลาไม่นานนักลูกจะได้ทำงานได้ง่ายและสะดวกขึ้น แล้วควรอยู่ใกล้ ๆ ลูกด้วยจะได้ช่วยเหลือเมื่อเกิดติดขัดค่ะ

9. อย่าทำแทนลูกทุกอย่าง

การไม่ปล่อยให้ลูกทำงานด้วยตัวเองให้สำเร็จลุล่วงไป จะเป็นการทำงานความมั่นใจของลูก ทำให้ลูกไม่กล้าที่จะทำงานต่าง ๆ ด้วยตัวเองตามลำพังคนเดียว เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถที่จะทำได้ ดังนั้นเมื่อเห็นลูกทำอะไรชักช้าไม่ทันใจ อย่าตัดความรำคาญด้วยการรีบทำแทนลูกทันที หรือช่วยเหลือลูกทุกอย่างเพราะกลัวลูกจะลำบากนะคะ ต้องใจเย็น ๆ ปล่อยให้ลูกทำเองจะดีกว่า เก็บความอยากช่วยงานลูกไว้ก่อน ถ้าลูกจัดการงานนั้นได้เสร็จเรียบร้อย เป็นแม่เองที่อาจอยากจะช่วยทำแทนลูกน้อยลงเรื่อย ๆ ในอนาคตได้ค่ะ

10. พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี

ถ้าอยากให้ลูกรู้จักพึ่งตัวเองได้ดี แต่พ่อแม่ไม่ค่อยได้ทำงานบ้านให้ลูกเห็น หรือถ้าทำก็จะมีเสียงบ่น หรือทำงานบ้านด้วยท่าทีเคร่งเครียด เหล่านี้ไม่ถือเป็นตัวอย่างที่ดีค่ะ พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำงานบ้านอย่างเต็มใจและมีความสุข ต้องอดทน และหนักแน่นด้วย เพราะลูกจะไม่สามารถปฏิบัติเพียงครั้งเดียวแล้วทำได้เลย อย่าคาดหวังว่าลูกจะต้องทำได้ดีอย่างที่สอนทุกครั้ง พูดจาดี ๆ กับลูก ลูกจะได้เต็มใจทำ การที่ลูกได้ช่วยเหลืองานบ้าน ก็นับเป็นแบบฝึกหัดที่ดี ทำให้ลูกเป็นคนมีน้ำใจ รู้จักช่วยเหลือคนอื่นด้วยค่ะ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก  จาก motherandcare.in.th

แน่ใจแล้วหรือว่าพร้อมจะมี เจ้าตัวน้อยกับเขาแล้ว


การได้เป็นแม่คนถือเป็นความภูมิใจสูงสุดในชีวิตของผู้หญิงหลาย ๆ คน ซึ่งมันเป็นประสบการณ์มีค่า ที่จะทำให้คุณได้เรียนรู้การหัวเราะและร้องไห้ได้อย่างเต็มที่ไปพร้อม ๆ กัน แบบที่คนไม่เคยเป็นแม่คงไม่มีทางเข้าใจได้เลย อย่างไรก็ดี ก่อนจะเป็นแม่คนคุณต้องมั่นใจว่าพร้อมจริง ๆ ด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเท่านั้นนะ แต่เรื่องของจิตใจและสุขภาพก็เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นแล้วลูกของคุณก็อาจเติบโตขึ้นมาท่ามกลางปัญหาเพราะความไม่พร้อม ของพ่อแม่ได้ ก่อนจะมีลูกสักคน คุณจึงควรต้องมีสิ่งเหล่านี้ด้วย

1. ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นพอ

ไม่ ว่าเด็กคนไหนก็อยากเติบโตขึ้นมาท่ามกลางพ่อแม่พร้อมหน้าทั้งนั้น คุณจึงควรมีลูกกับคนที่คุณรัก และมั่นใจว่าเข้ากันได้จริง ๆ ไม่ใช่ว่ามีลูกไว้เพียงเพื่อแค่ใช้เป็นเครื่องผูกมัดให้คนที่เขาไม่ได้รัก ต้องทนอยู่กับเราเท่านั้น เพราะถ้าเป็นแบบนั้นขึ้นมา ลูกคุณก็อาจต้องเผชิญกับปัญหาหย่าร้างตั้งแต่ยังเด็ก หรือทนเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันทุกวัน จนกลายเป็นเด็กขาดความรักได้

2. มีงานที่มั่นคงดีแล้ว

การ เลี้ยงลูกมีค่าใช่จ่ายเยอะแยะเต็มไปหมด ไหนจะค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก ถ้าเกิดคุณถูกไล่ออกกลางคันขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ หรือถ้าเขาไม่มีสวัสดิการสำหรับคนท้อง การเลี้ยงลูกก็คงลำบากกอยู่ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน ก่อนวางแผนมีลูกจึงควรสอบถามเรื่องพวกนี้เอาไว้ด้วย จะได้ไม่ต้องมาเดือดร้อนทีหลัง

3. เงินเก็บต้องมากพอสมควร

เพราะ การเลี้ยงลูกต้องใช้เงินไม่ใช่น้อย ดังนั้นนอกจากจะมีรายได้ที่มั่นคงแล้ว คุณก็ควรมีเงินสำรองเก็บไว้พอสมควรด้วย เผื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินต้องใช้เงินขึ้นมาจะได้มีพอใช้จ่ายโดยไม่ต้องไป เบียดเบียนค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ซึ่งควรเก็บไว้สักเท่าไหร่นั้น ก็คงต้องขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากมีลูกสักกี่คนและคิดจะส่งเขาเรียนในโรงเรียน ราคาแพงแค่ไหนนั่นแหละ

4. ไม่มีโรคร้ายแรง

ก่อน คิดจะมีลูกก็ควรจูงมือกันไปตรวจสุขภาพดูด้วยว่าร่างกายของคุณพร้อมจะมีลูก เหมือนใจคุณด้วยหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นโรคที่คุณเป็นอาจส่งผลกระทบถึงลูกจนเขามีร่างกายไม่สมบูรณ์เต็ม ร้อย หรือคุณอาจจะมีปัญหามีลูกยากโดยไม่รู้ตัวก็ได้ ดังนั้นไปให้หมอเช็คตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อความมั่นใจดีกว่านะ

5. เป็นผู้ใหญ่พอแล้ว

ความ เป็นผู้ใหญ่ไม่ได้วัดกันที่เรื่องของอายุเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความคิด ที่เกิดมาจากการผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ และได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ต่างหากล่ะ และด้วยความที่การเลี้ยงลูกต้องใช้ความรับผิดชอบค่อนข้างสูงนั่นเอง คนที่คิดจะมีลูกถึงต้องมีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากพอ ที่จะเสียสละความสุขของตัวเองเพื่อความสุขของลูก ๆ ได้

6. แฟนของคุณเองก็อยากมีลูกเหมือนกัน

แน่ นอนว่าเด็กที่เกิดมาไม่ใช่ลูกของคุณคนเดียวเท่านั้น แต่เป็นลูกของผู้ชายที่คุณรักด้วยต่างหากล่ะ ซึ่งต่อไปคุณก็ต้องใช้ชีวิตช่วยกันเลี่ยงลูกไปจนโต ดังนั้นถ้าเขายังไม่พร้อมแต่คุณฝืนจะมีลูก พ่อของลูกก็อาจไม่สามารถเป็นผู้นำได้มากพอจะสอนและเลี้ยงลูกให้ดีได้ คุณจึงต้องปรึกษากันให้แน่ใจทั้งคู่ด้วย

7. มีความรู้เรื่องการเลี้ยงเด็กบ้าง

ก่อน จะคิดมีลูกก็ควรซื้อหนังสือเรื่องการเลี้ยงเด็กมาอ่าน หรือหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเอาไว้บ้าง เพราะการมีลูกจริง ๆ นั้นไม่ใช่แค่เรื่องง่าย ๆ อย่างป้อนนมและเอาลูกเข้านอนเหมือนที่เราเห็นในหนังละครกันหรอกนะ แต่มันมีอะไรมากกว่านั้นอีกเยอะ ซึ่งคุณควรศึกษาให้ดีก่อนว่าคุณมีเวลามากพอและพร้อมจะรับมือสิ่งเหล่านี้ หรือไม่ ถึงจะมั่นใจว่าพร้อมแล้วจริง ๆ

ทั้งนี้อีกอย่างที่คุณควรทำก็คือ ถามตัวเองให้ดี ๆ ว่าคุณอยากมีลูกแน่แล้วหรือยัง เพราะคุณควรมีลูกเพราะอยากได้คนเข้ามาแบ่งปันความสุขในชีวิตจริง ๆ ไม่ใช่เพราะมีเพื่อให้ตัวเองไม่น้อยหน้าเพื่อน ๆ ที่เขามีกันแล้ว หรือเพราะถูกพ่อแม่กดดัน

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก  จาก http://women.fanthai.com

วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2557

เมื่อรังแครังควานเบบี้ ถ้าเป็นมากอาจลามไปที่แก้มใส ๆ


รังแคจอมรังควาน แม้วัยทารกก็เป็นได้ค่ะ และถ้าเป็นมากอาจลามไปที่แก้มใส ๆ ถึงจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพลูกน้อย แต่ก็ทำให้ไม่น่ามอง และสร้างความกังวลใจให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ได้มากเชียวล่ะ

อาการไม่ต่างกับผู้ใหญ่

รังแคหรือที่คุณหมอเรียกว่าอาการของต่อมไขมันอักเสบ เกิดได้กับหนูน้อยแม่อายุเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น และอาจยาวนานไปจนกระทั่งอายุ 6 เดือน เมื่อผ่านพ้น 6 เดือนไปแล้ว เด็กก็จะไม่เป็นรังแคอีกเลย จนกระทั่งล่วงเลยเข้าสู่วัยเด็กโตหรือวัยรุ่นไปแล้วค่ะ
 
แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มอาการคือ

1. กลุ่มอาการไม่รุนแรง จะสังเกตเห็นหนังศีรษะของลูกมีสะเก็ดสีขาวออกเหลือง โดยเฉพาะบริเวณกระหม่อมส่วนหน้า ซึ่งมีต่อมไขมันอยู่มาก

2. กลุ่มอาการรุนแรง นอกจากหนังศีรษะจะมีสะเก็ดขาวคลุมอยู่ทั่วบริเวณแล้ว ยังมีผื่นหรือเม็ดเล็กๆ ลามบริเวณใบหน้า แก้ม อาจมีอาการคันเล็กน้อย ซึ่งอาการคันไม่ได้เกิดจากรังแค แต่เกิดจากการที่ลูกเป็นผื่นและมีภาวะผิวแห้งร่วมด้วย แล้วพอลูกโดนผ้าห่อตัว หรือผ้าห่มเสียดสี ก็จะทำให้เกิดผิวแห้งตึงมากกว่าปกติ จนเกิดอาการคันค่ะ
 
คันมาก ๆ ก็อาจไม่ใช่รังแค

หากหนังศีรษะลูกมีสะเก็ดเหมือนรังแค แต่ลูกร้องงอแงมากกว่าปกติ ควรพาไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นโรคอื่นได้ เช่น เชื้อราบนหนังศีรษะ ผื่นแพ้ ภูมิแพ้ผิวหนัง หรือโรคมะเร็งบางชนิด
 
สาเหตุยังไม่แน่ชัด

สาเหตุของรังแคในเด็กนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ที่ไปกระตุ้น ต่อมไขมันของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จึงส่งผลให้ต่อมไขมันทำงานมากกว่าปกติ และมาแสดงออกหลังคลอดค่ะ

เมื่อไม่สามารถหาสาเหตุได้ จึงยากต่อการป้องกัน แต่ก็ไม่ต้องกังวลมากเกินไปค่ะ เพราะรังแคไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเด็กมากนัก เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่อาจจะห่วงเรื่องความสวยงาม และกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูก
 
ป้องกันไม่ได้ แต่ดูแลได้

ถ้าพบว่าลูกมีรังแคแต่ไม่มาก คือมีที่บริเวณศีรษะบางส่วน คุณแม่สามารถดูแลเองโดยใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์หรือออยล์พอกทิ้งไว้ 15 นาทีก่อนสระผมให้ลูก แล้วจึงใช้แชมพูสำหรับเด็กที่มีความอ่อนโยนต่อผิว ทำเช่นนี้บ่อยๆ รังแคก็จะค่อยๆ หลุดออกไปเองค่ะ

ห้ามใช้ยาสระผมสูตรขจัดรังแค หรือขจัดเชื้อราบนหนังศีรษะที่ มีขายตามร้านค้าทั่วไปเป็นอันขาด เพราะรังแคในเด็กไม่ใช่โรคเชื้อราบนหนังศีรษะ อีกทั้งแชมพูเหล่านั้นมีความแรงของตัวยาและส่วนผสมต่างๆ เข้มข้น หากนำมาสระผมลูกก็จะทำให้ลูกเกิดแสบร้อนบริเวณผิวได้ เนื่องจากผิวของเด็กจะบอบบางกว่าผู้ใหญ่มาก เพราะฉะนั้นแชมพูที่ดีที่สุดในการขจัดรังแคเล็กๆ น้อยๆ ก็คือแชมพูสำหรับเด็กทั่วๆ ไป

แต่ถ้าดูแลอย่างดีแล้วอาการลูกยังไม่ดีขึ้น ควรพาลูกไปพบคุณหมอ ซึ่งโดยทั่วไปคุณหมอจะแนะนำให้พอกน้ำมันมะกอก หรือออยล์ร่วมกับการใช้แชมพูลอกสะเก็ด ซึ่งไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ ต่อลูก ในบางรายอาจได้รับยาทาซึ่งมีส่วนผสมของเสตียรอยด์อ่อน ๆ ซึ่งคุณแม่เบาใจได้ค่ะว่ายาเหล่านั้นไม่มีอันตรายต่อลูกแน่นอน เนื่องจากคุณหมอจะเลือกใช้ให้เหมาะกับวัยของลูก อีกทั้งปริมาณที่แนะนำให้ใช้ก็ไม่มากด้วย

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก  จาก raklukemag.com

เทคนิคการดูแลตัวเองสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ในเดือนแรก

ถือเป็นช่วงสำคัญในชีวิตของหญิงสาวที่กำลังจะกลายเป็นแม่ ทั้งการดูแลเตรียมพร้อมของตัวเองและต้อนรับสมาชิกคนใหม่ในบ้านที่กำลังมาถึง ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งช่วงแรก ๆ ของครรภ์นี้ส่วนใหญ่คุณแม่หลายท่านก็จะมีความกังวลต่าง ๆ กันออกไปมากมาย ทั้งเรื่องสัดส่วน สุขภาพ อารมณ์ที่แปรปรวน ซึ่งอาการเหล่านี้อาจมีผลกระทบโดยตรงที่ไม่ดีกับลูกน้อยได้ ฉะนั้นแล้วกระปุกดอทคอมจึงขอนำเอาเคล็ดลับดี ๆ เกี่ยวกับการดูแลตัวเองในช่วงแรกของการตั้งครรภ์มาฝากคุณแม่มือใหม่กัน ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้นก็ไปดูกันเลยค่ะ


1. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
ควร เลือกกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพของตัวคุณเองและลูกในท้อง เน้นสารอาหารจำพวกโปรตีน แคลเซียม กรดโฟลิกเพื่อช่วยพัฒนาสมองและกล้ามเนื้อของเด็กให้เติบโตได้ตามปกติ อาทิ ดื่มนมให้มาก ๆ กินอาหารทะเลกับพืชผักใบเขียวปลอดสาร เป็นต้น โดยตลอดการตั้งครรภ์นี้คุณแม่ทั้งหลายควรงดหรือลดการดื่มชา กาแฟและแอลกอฮอล์ออกไปเลยจะดีกว่าค่ะ

2. ดูแลสุขภาพจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ
เป็นที่รู้ ๆ กันอยู่ว่าหากคุณแม่มีความตึงเครียดก็ย่อมส่งผลต่อคุณลูกในท้องได้เช่นกัน ฉะนั้นแล้วควรละทิ้งความกังวล ภาระความเครียดทั้งเรื่องงาน เรื่องอื่น ๆ ออกไปให้หมดหรืออาจแก้ด้วยการหากิจกรรมทำเพื่อคลายเครียด เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ ทำงานประดิษฐ์ เป็นต้น

3. พักผ่อนต่อวันให้เพียงพอ
เนื่องจากช่วงนี้คุณแม่จะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเพลียและเหนื่อยง่ายขึ้น ดังนั้นควรนอนหลับพักผ่อนให้มากขึ้นหรือเพิ่มการพักผ่อนด้วยการงีบหลับ ระหว่างวันสัก 1-2 ชั่วโมงก็ได้

4. ออกกำลังกายแบบเบา ๆ เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง
เลือกออกกำลังกายด้วยกิจกรรมที่ไม่หนักมาก เช่น โยคะ เดินเล่นรอบสวนหรือทำงานบ้านแบบเบา ๆ ทั่วไปเพื่อช่วยกระตุ้นระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น แถมยังช่วยให้คลอดง่ายขึ้นอีกด้วย หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มีการใช้แรงและมีการเหวี่ยงตัวมาก ๆ

5. หมั่นไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คครรภ์และอาการผิดปกติ
เป็นธรรมดาคุณแม่บางรายที่เพิ่งจะมีน้องครั้งแรกอาจจะมีความกังวลในเรื่องของ อันตราย อาการผิดปกติที่อาจส่งผลเสียต่อลูกในท้อง ดังนั้นแล้วหากมีอาการผิดปกติหรืออาการแปลก ๆ  เช่น จุกเสียดบ่อยครั้งหรือแพ้ท้องมากก็ควรไปพบแพทย์หรือเดินทางไปตรวจเช็คตามที่ แพทย์นัดอยู่เสมอเพื่อทำการรักษาและป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก  จาก kapook.com

วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

6 อาการผิดปกติธรรมดา..ที่ไม่ธรรมดา


อายุรแพทย์จากโรงพยาบาลชั้นนำในสหรัฐ ต่างก็ยกให้ 6 อาการผิดปกติเหล่านี้อันตรายต่อสุขภาพ และไม่ควรเพิกเฉย เพราะจากแค่อาการผิดปกติเล็กน้อยที่ดูเหมือนไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ แต่ถ้ามีอาการหนักขึ้นและเป็นเรื้อรังนานกว่าปกติ อาจหมายถึงการมาเยือนของโรคร้ายก็ได้

1.แค่นอนไม่หลับ อาจกลายเป็น โรคหัวใจ
เป็นอาการผิด ปกติอันดับหนึ่งที่ควรบอกแพทย์ เพราะการนอนไม่หลับเพียงแค่ 1 คืนก็มีผลต่อหัวใจได้ ตั้งแต่การที่เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ จนถึงขั้นอาการหัวใจขาดเลือด หากมีอาการนอนไม่หลับอยู่บ่อยครั้งควรไปปรึกษาแพทย์ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้ในที่สุด

2.แค่ท้องผูก อาจกลายเป็น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
อาการ ท้องผูก คือ การถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เนื่องจากปัจจัยบางอย่างขัดขวางการทำงานของลำไส้ ทำให้กากอาหารผ่านลำไส้ใหญ่ได้ช้าลง ซึ่งถ้ามีอาการท้องผูกเรื้อรัง (นานกว่า 3 สัปดาห์) ควรไปปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเสี่ยงเป็นโรคคริดสีดวงทวารหนัก และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

3.แค่ปวดหัว อาจกลายเป็น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
ถ้า มีอาการปวดหัวที่ร่วมด้วยมีไข้ ปวดเมื่อยคอ คลื่นไส้อาเจียนติดต่อกันเป็นเวลานาน (2-3 วัน) ให้สันนิษฐานไว้ว่าไม่ได้เป็นแค่อาการปวดหัวธรรมดาแน่นอน โดยเฉพาะอาการปวดหัวที่เพิ่มมากขึ้น แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด มีปัญหาเรื่องการมอง และมีอาการปวดต่อเนื่องนานกว่า 2-4 ชั่วโมงควรไปปรึกษาแพทย์ เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของสมองที่ติดเชื้อที่ระบบประสาท ส่วนกลาง ซึ่งเสี่ยงเป็นโรคหุ้มสมองอักเสบได้ในเวลาต่อมา

4.แค่ปวดฟัน อาจกลายเป็น ตาบอด

หาก หลังจากไปถอนฟันแล้วคุณยังมีอาการปวดฟันอยู่ และมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น ปวดกราม ปวดหน้านานเกินกว่า 7 วันควรไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นไปได้ว่าเส้นประสาทบริเวณใบหน้ากดทับกันอยู่ และถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการอาจรุนแรงจนถึงข้นตาบอดได้

5. แค่ท้องเสีย อาจกลายเป็น ลำไส้อักเสบ
อาการ ท้องเสียติดต่อกันนานหลายวัน เป็นสัญญาณเตือนให้ระวังไว้ว่าร่างกายของคุณไม่ปกติอีกต่อไป อาจเป็นไปได้ว่าลำไส้ติดเชื้อปรสิต เป็นโรคโครนส์ (Crohn's Disease) หรือลำไส้อุดตันบางส่วน มะเร็ง ตับอ่อนมีปัญหา ถุงน้ำดีมีปัญหา ดังนั้นเมื่อท้องเสียติดต่อกันนานเกิน 3 วันควรไปปรึกษาแพทย์ หลีกเลี่ยงการกินยาฆ่าเชื้อ เพราะส่วนประกอบบางชนิดในยาอาจฆ่าแบคทีเรียที่มีประโยชน์กับลำไส้ใหญ่ไปด้วย ซึ่งจะทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิม

6.แค่กรดไหลย้อน อาจกลายเป็น มะเร็งหลอดอาหาร
กรด ไหลย้อนอาจมีสาเหตุมาจากอาการแสบร้อนกลางอก ฟันผุ และโรคหวัด ซึ่งสาเหตุเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อช่องท้องทุกครั้งที่มีการหายใจเข้าสู่ปอด และส่งผลให้เชื้อโรคกระจายติดไปทั่ว เนื่องจากการไหลย้อนของกรด ถ้ากระเพาะมีกรดมากอาจไหลล้นขึ้นมาถึงบริเวณหลอดอาหาร ทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ และปอดได้ หากมีอาการเรื้อรัง แต่ละเลยไม่ไปพบแพทย์อาจนำไปสู่โรคมะเร็งหลอดอาหารได้

 ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก ประชาชาติ

งีบหลับอย่างไร? ให้มีประสิทธิภาพ


เราคงได้ยินกันบ่อยๆเรื่องการเปิดให้ตัวเองงีบหลับระหว่างวันอยู่บ้าง...การหลับมีประโยชน์ต่อสุขภาพกายและใจ แต่ก็มีศิลปะของการงีบหลับไว้ด้วย ตามห้วงเวลาตั้งแต่ 10-90 นาที แต่ละระดับเป็นอย่างไร "ประชาชาติออนไลน์" พามาดูกัน

10-20 นาที
มีการศึกษาว่า การงีบหลับระดับนี้เป็นการเพิ่มความตื่นตัวและเพิ่มพลัง ซึ่งช่วงเวลาไม่มากแบบนี้ ส่งผลให้ช่วงนอนงีบหลับระยะขนาดนี้เป็นการนอนหลับขั้นธรรมดา หรือไม่ทันได้ฝัน และเป็นจังหวะการงีบที่ถูกปลุกให้ตื่นได้ง่าย

30 นาที การหลับที่ยาวขึ้นมาอีกนิดนี้มีการวิจัยว่า เป็นการหลับที่อาจส่งผลให้ตื่นมาเฉื่อยๆมีอาการมึนงงหลังการตื่นก่อนที่จะ ค่อยๆกลับมามีอาการปกติ

60 นาทีการหลับเวลาขนาดนี้ถูกระบุว่าช่วยปรับสภาพร่างกาย เป็นการหลับที่มีผลต่อการส่งคลื่นสั้นๆต่อสมอง

90 นาที วงจรการหลับครบ หลับลึกและหลับในระดับฝัน นำไปสู่การปรับภาวะอารมณ์และกระบวนการความทรงจำ ความคิดสร้างสรรค์ จะไม่เกิดภาวะหลับแล้วตื่นมาเฉื่อยชา ตื่นได้ง่าย



ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก ประชาชาติออนไลน์

วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557

สาเหตุที่ใช้ “เฟซบุ๊ก” มากเกิน ทำให้รู้สึกเศร้าและโดดเดี่ยว


ทีมงานชาวอเมริกัน จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน นำโดยศาสตราจารย์อีธาน ครอสส์ รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 82 คน ซึ่งใช้บริการเฟซบุ๊กบนสมาร์ทโฟนเป็นประจำ พบว่า การใช้ เฟซบุ๊ก มากเกินไปอาจกลายเป็นการบั่นทอนความสุขและความพึงพอใจในการดำรงชีวิต ทีมนักวิจัย ส่งข้อความทางเฟซบุ๊กไป ยังคนกลุ่มนี้วันละ 5 ครั้งต่อเนื่องนาน 2 สัปดาห์ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึก ไม่ใช่การถามเกี่ยวกับความถี่ในการใช้บริการเฟซบุ๊ก แต่ผลที่ออกมาปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างแทบทุกคนมีความรู้สึกใน "ทางลบ" เช่นโดดเดี่ยว เศร้า และเหงาหงอยมากขึ้น ตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่ร่วมการทดลอง แต่ในทางตรงกันข้าม การมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับบุคคลรอบข้างไม่ว่าจะเป็นการสนทนาต่อหน้า หรือการพูดคุยผ่านโทรศัพท์ในเวลานั้น ทำให้กลุ่มตัวอย่างมีความรู้สึกใน "ทางบวก" หรือมีความสุขมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทีมงานยืนยันว่า ผลการศึกษาดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า การใช้เฟซบุ๊กจะ เป็นการเพิ่มความรู้สึกที่มีต่อตัวเองในแง่ลบ เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างมีเพียง 82 คน ถือเป็นส่วนน้อย เช่นเดียวกับที่การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์อื่น จะทำให้เกิดความรู้สึกแบบนี้หรือไม่ แต่ยอมรับว่า ผู้คนส่วนใหญ่ใช้เฟซบุ๊กเป็น "เครื่องระบาย" ความรู้สึกมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดความรู้สึกว้าเหว่

 แต่ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ให้ผลสอดคล้องกับงานวิจัยจากเยอรมนี ที่เผยแพร่เมื่อเดือนม.ค. พบว่า 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้เฟซบุ๊ก มีทัศนคติต่อตัวเองในแง่ลบ เนื่องจากเห็นการอัพเดตสถานะของ เพื่อน ทั้งในด้านการงานและชีวิตส่วนตัว ที่มีแต่ความสำเร็จและความสุข ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกับงานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพจิตโดยราชสถาบันจิตวิทยาแห่งอังกฤษ ที่ระบุว่า คนส่วนใหญ่มัก แบ่งปัน เฉพาะเรื่องราวใน ด้านดี ของตัวเองบนเฟซบุ๊ก 

 ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จากสนุกดอทคอม

ไหงเป็นงั้น เผยผัวอยากตายก่อนเมีย สวนทางวลีซึ้ง”ความตายเท่านั้นที่จะพรากเรากัน”




สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 4 ก.ย.ว่า ผลการสำรวจที่ทำโดย"60 Minutes"และ"Vanity Fair" จากกลุ่มตัวอย่างชายหญิงอเมริกันกว่า 1 พันราย 

พบว่าผู้ชายกว่า 70 เปอร์เซนต์ ยอมรับว่าตัวเองอยากเสียชีวิตก่อนภรรยา ขณะที่ผู้หญิงจะมีความต้องการตายก่อนคู่ครองน้อยกว่า หรือราว 62 เปอร์เซนต์ โดยผลสำรวจยังพบว่า สามีและภรรยา 55 เปอร์เซนต์บอกว่า พวกเขาพร้อมตายแทนลูกได้

ผลสำรวจยังระบุว่า 12 เปอร์เซนต์ของสมาชิกครอบครัวบอกว่า พวกเขาสามารถตายแทนคู่สมรสได้

อีก 10 เปอร์เซนต์บอกว่า จะสามารถตายเพื่อครอบครัวได้,

อีก 10 เปอร์เซนต์บอกว่า สามารถตายเพื่อศาสนาได้

อีก 5 เปอร์เซนต์บอกว่า สามารถตายเพื่อประเทศได้

และในแง่สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังความตาย มีเพียง 24 เปอร์เซนต์บอกว่า พวกเขาอยากจะแช่แข็งร่างตัวเองไว้ เพื่อหวังว่าจะฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง ทั้งที่กระบวนการดังกล่าวจะให้บริการฟรีก็ตาม

และคนดังที่อยากจะให้ฟื้น คืนชีพมากที่สุด คือ เจ้าหญิงไดอาน่า 35 เปอร์เซนต์ สตีฟ จ็อบส์ 14 เปอร์เซนต์ และไมเคิล แจ็กสัน 11 เปอร์เซนต์

ส่วนตัวละครที่อยากจะให้ฟื้นคืนชีพมากที่สุด ส่วนใหญ่เลือก"แจ็ค ดอว์สัน"จากภาพยนตร์ไททานิก

และ เมื่อถามถึงเรื่องพิธีศพ 26 เปอร์เซนต์ยอมรับว่า พวกเขาฝันว่า อยากจะได้ยินคนที่ยังมีชีวิตอยู่ว่าจะพูดถึงพวกเขาอย่างไร และสำหรับนิยามที่พวกเขาต้องการใช้สำหรับหลุมศพตัวเองก็คือ เพลงของแฟรงค์ ซินาตร้า คือ The best is yet to come (สิ่งดีที่สุดยังมาไม่ถึง)

 ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก มติชนออนไลน์