วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

7 เทคนิค เปลี่ยนลูกช่าง “หวง” มาเป็น “รู้จักให้”

เชื่อว่าปัญหาที่หลายๆ บ้านกังวลใจคงจะมี “ปัญหาลูกขี้หวง” รวมอยู่ในนั้นด้วยใช่ไหมคะ    ไม่ว่าจะเป็นหวงของเล่น ของใช้ รวมไปถึงหวงคุณแม่ ใครจะหยิบ จะจับอันไหนไปไม่ได้เลย ต้องแสดงไม่พอใจออกมาทันที

อาการหวงของเกิดจากอะไร อาจเกิดจากช่วยวัยของเด็กเอง คือช่วงประมาณ 2-3 ขวบ ซึ่งเด็กเริ่มรู้แล้วว่าอะไรคือของของตัวเอง  แต่ยังไม่รู้ว่าอันไหนของคนอื่น บางครั้งเด็กเห็นดินสอสวยๆ ของเพื่อนก็หยิบมาเลย ทั้งที่จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะขโมยของๆเพื่อน แต่เพราะเขาคิดว่าเป็นของเขาเหมือนกัน เลยเก็บใส่กระเป๋ากลับมา หรืออาจเกิดจากความรู้สึกว่ามีสิ่งๆนั้นแล้วอบอุ่นใจ เช่น ตุ๊กตา หรือผ้าห่มที่เราเรียกกันว่า “น้องเน่า” หรือ กลัวเสียคนที่รัก – ของที่รักไป เป็นต้น

7 เทคนิค เปลี่ยนลูกช่าง “หวง” มาเป็น “รู้จักให้”

1 อธิบายให้ลูกเข้าใจว่า อันไหนคือของเรา อันไหนคือของคนอื่น ในช่วงแรกๆ อาจติดสติกเกอร์ที่ดินสอ หรือของใช้ลูกก็ได้ เพื่อให้ลูกเห็นความแตกต่าง และรู้ว่าไม่ควรหยิบของคนอื่น
2.นิทาน เป็นตัวช่วยที่ใช้ได้ดีเสมอ บางครั้งเราบอกธรรมดาแล้วไม่ได้ผล ก็ลองเปลี่ยนมาใช้นิทานที่เกี่ยวกับการแบ่งปัน หรือความมีน้ำใจดูบ้าง เพื่อให้ลูกซึมซับผลที่เกิดว่า การเป็นคนมีน้ำใจ และไม่มีน้ำใจนั้น เป็นอย่างไร
  1. สอนให้ลูกรู้จักการทำบุญสุนทานเล็กๆน้อยๆ เช่น ไหว้พระ สวดมนต์ ให้ลูกนำเงินไปให้คนขอทาน พร้อมอธิบายให้ลูกฟังว่า “ขอทาน” คือใคร ทำไมเขาจึงไม่มีที่พักอาศัย
  2. สอนให้ลูกมีความเมตตา โดยให้ลูกช่วยให้อาหารสัตว์ที่บ้าน หรือที่สวนสัตว์ก็ได้ แต่ต้องดูแล้วว่าไม่อันตรายเกินไปด้วยนะคะ
  3. แบ่งปันสิ่งของให้คนใกล้ตัว อาทิเช่น คุณตา คุณยายในบ้าน หรือ เราทำกับข้าวเยอะ อาจพาลูกไปแบ่งให้คนข้างบ้านบ้างก็ได้ นอกจากจะได้เรื่องน้ำใจแล้ว ยังเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมว่า การแบ่งปันเล็กๆน้อยๆ จะทำให้สังคมรอบๆตัวน่าอยู่มากขึ้น
  4. บางครั้งน้ำใจ ก็ไม่ใช่การแบ่งปันสิ่งของอย่างเดียว เราสอนให้ลูกชื่นชม และให้กำลังใจเพื่อนคนอื่นๆ บ้างก็ได้นะคะ
  5. เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ถ้าเราบอกให้ลูกมีน้ำใจ ในขณะที่ตัวเราเองขี้เหนียว ไม่คิดถึงคนอื่น ข้างบ้านมาขอยืมอุปกรณ์เล็กๆน้อยๆ แม้เราจะมีแต่บอกว่าไมมี ลูกก็สังเกตได้ แล้วเขาก็จะรู้สึกเองว่าแม่ไม่ได้ทำตามที่พูด แล้วเขาจะทำไปทำไม ดังนั้น อยากให้ลูกเป็นอย่างไร เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้เขาก่อนค่ะ
จะเห็นได้ว่าจาก 7 วิธีที่กล่าวมาแล้วข้างต้นก็จะเห็นว่าการสอนให้ลูกมีน้ำใจนั้นไม่ยากเลยใช่ ไหมคะ ถ้าเพียงเราเข้าใจและค่อยๆให้เวลา ลูกก็จะค่อยๆซึมซับและปรับพฤติกรรมตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นค่ะ

เคล็ดลับผิวสวยผิวใส

 

เคล็ดลับผิวสวยผิวใส

1. ขัดผิวเพื่อความกระจ่างใส
ขัดผิวเป็นวิธีทั่วไปที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าจะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และเผยผิวใหม่ที่กระจ่างใสกว่าให้เรา สาวๆมักจะขัดผิวหน้า แต่ละเลยผิวกาย งั้นเราต้องเริ่มทำการขัดผิวกายด้วยอุปกรณ์ให้เหมาะกับผิวในแต่ละส่วนด้วยนะ คะ เช่น ฟองน้ำ ใยบวบ ใช้ได้กับผิวที่แขนและขา แปรงสีฟันนุ่ม ๆ ใช้ขัดริมฝีปากได้ แปรงขนนุ่มใช้ขัดหลัง และ หินขัดผิวใช้กับเท้า เป็นต้น

2. ทาโลชั่นทุกสัดส่วน
ทาโลชั่นกับผิวนอกร่มผ้าเท่านี้ก็จะทำให้ผิวดูขาวใสเปล่งประกายได้แล้วนะ เพราะผิวสวยส่วนอื่นเองก็ต้องการความชุ่มชื้นเช่นกัน ดังนั้นถ้าอยากมีผิวสุขภาพดีไปทั้งเนื้อทั้งตัว ก็เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิว หรือโลชั่นทาผิวให้เหมาะสมกับผิว

3. อย่าเปลี่ยนเครื่องสำอางบ่อย
มีคนขี้เบื่อจำนวนไม่น้อยเลยที่ชอบเปลี่ยนยี่ห้อแชมพู สบู่ โลชั่น หรือชอบลองสครับผิวตัวใหม่อยู่เรื่อย ๆ แต่รู้ไหมคะว่าการทำแบบนี้นี่แหละ ที่เสี่ยงให้ผิวเกิดอาการแพ้ และระคายเคือง ฉะนั้นผลิตภัณฑ์ไหนที่ใช้แล้วเวิร์คกับผิว ก็ปักใจใช้ไปนาน ๆ จะดีกว่า สวยไม่เสี่ยงด้วยผิวสวย

4. กันแดดทั้งตัว
ดูแลผิวพรรณด้วยการทาโลชั่นทั้งตัว หรือขัดผิวทุกสัดส่วนอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องรวมไปถึงการปกป้องผิวพรรณจากแสงแดดและรังสียูวี ศัตรูตัวฉกาจของผิวขาวใสด้วย การทาโลชั่นกันแดดทั้งผิวหน้า แขน ขา และผิวใต้ร่มผ้า เพื่อปกป้องยูวีร้ายไม่ให้มาทำลายผิวเรา แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำทุกฤดูด้วยนะคะ เพราะยูวีไม่ได้มีแค่หน้าร้อน

5. อย่าอาบน้ำอุ่นนานเกินไป
อาบน้ำด้วยน้ำอุ่นมันแสนสบายเสียนี่กระไร แต่ผิวไม่ได้สบายไปด้วยแน่ ๆ เพราะเมื่อผิวเจอความร้อน จะทำให้ความชุ่มชื้นและน้ำมันธรรมชาติในผิวระเหยออกมาได้มากกว่าปกติ จึงอาจทำให้ผิวแห้ง ไม่ชุ่มชื้น รู้อย่างนี้แล้วคราวหน้าอาบน้ำด้วยน้ำเย็นให้ชื่นใจดีกว่า จนหนุ่มต้องเหลียวมองไม่อยากและลำบากเลยเราสามารถดูแลผิวได้อย่างง่ายๆ ที่บ้านด้วยนะจ๊ะ