วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

POPCORN Bag ! กระเป๋าป๊อบคอร์น สนุกซ่าส์


     New Items ล่าสุดจาก Kate Spade กับกระเป๋าป๊อบคอร์นเก๋ๆ คอลเลคชั่น Cinema City Bag ที่ แฝงไปด้วยความสนุก สไตล์คนรักภาพยนตร์ ที่ขาดไม่ได้ต้องมาคู่กันเสมอ นั่นคือของขบเคี้ยวกินเล่นเพลินๆคู่กันอย่าง ป๊อบคอร์น แค่เห็นก็ไม่ต้องบอกถึงความเก๋ไก๋ ของเจ้า PopCorn Bag ตัวนี้แล้ว ว่าจะสามารถนำไปมิ๊กซ์กับ รองเท้า และเสื้อผ้าได้สนุกขนาดไหน อยากมีไว้ครอบครองก็แวะไปลองถือเล่นกันได้ที่ชอป Kate Spade กันได้เลยจ้า สนนราคาประมาณ 16,500 บาท





ขอขอบคุณบทความแฟชั่น POPCORN Bag ! กระเป๋าป๊อบคอร์น สนุกซ่าส์ จาก  Women Mthai Team

I’m Not A Plastic Bag

 เทรนด์ที่ต้องยอบรับว่ามาแรงจริง ๆ คงหนีไม่พ้นเรื่องของการดูแล อนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมซะแล้ว


      และไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ เพราะดีไซน์เนอร์มือดี ที่ออกแบบกระเป๋าผ้ามา   แล้วขายดีเหมือนแจกฟรี   ถึงขนาดคนเข้าคิวยาวเหยียด    เพื่อซื้อกระเป๋าผ้าที่ว่านี้ ก็คือ   Anya  Hindmarch   เจ้าของดีไซน์กระเป๋า I’m Not A Plastic Bag  ที่ตอนนี้บ้านเราก็มีขายอยู่เกลื่อนไป แต่น่าแปลก ที่บ้านเราไม่ค่อยนิยม เหมือนต่างชาติ

           เลยไม่รู้ว่า ที่ไม่นิยมเนี่ยเป็นเพราะ ของก็อปปี้ มันมีเกลื่อนจนไม่กล้าใช้ หรือราคามันถูกเกินไป ก็ไม่รู้นะ….




          แต่สำหรับสาวออฟฟิตอย่างเรา คงไม่ต้องลงทุนช่วยโลก ด้วยการถือกระเป๋าผ้าแบรนด์เนม มาอวดกัน เพียงแค่ถุงผ้าธรรมด๊า ธรราดา…ก็โอเคแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ต้องสร้างมลภาวะเปลืองน้ำลาย  เวลาถือมาแล้วให้คู่อริแอบนินทา ว่าของจริงของปลอม จริงมั๊ย!!






ขอขอบคุณบทความแฟชั่น I’m Not A Plastic Bag จาก  Women Mthai Team
ภาพประกอบจาก AnyaHindmarch.com

น้ำฝน พัชรินทร์ ลุค ผมสั้น โสดแล้วก็สุขแบบสุดๆได้

   ใครบอกว่า คนเพิ่งเปลี่ยนสถานะมาโสด แล้วจะต้องเศร้าโทรม นั่นมันหมดยุคนั้นไปแล้วจ้า เพราะสาวๆสมัยนี้ เค้าต้องรักตัวเองมากกว่า จะมาทำตัวซังกะตาย เบื่อโลกปล่อยตัวเองนั้นมันไม่ใช่นะจ๊ะ โดยเฉพาะต้องดูสาว น้ำฝน พัชรินทร์ คนนี้เป็นตัวอย่างที่แสนจะเริ่ดเลอ เปลี่ยนลุค ตัดผมสั้น ซะสดใสน่ารักขึ้นเป็นกองทีเดียว
 
น้ำฝน พัชรินทร์ โพสต์ประโยคที่น่าสนใจ เราเลยเก็บมาฝากสาวๆ ที่กำลังโสดว่า ถึงเวลาแห่งความสุข #อย่างเข้มแข็ง #รักตัวเอง #ให้เวลาครอบครัว… ชนะเลิศจ้าาา



 


ขอขอบคุณรูปภาพแฟชั่น น้ำฝน พัชรินทร์ ลุค ผมสั้น โสดแล้วก็สุขแบบสุดๆได้ จาก  
Women Mthai Team

แฟชั่น The flower Girl ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต

แฟชั่น The flower Girl ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ภาพแฟชั่น จาก นิตยสาร ขวัญเรือน






ข้อความบนปก : เกล้ากระหม่อมขอน้อมนมัสการพระองค์ผู้ทรงดับสิ้นสังขารบรรลุธรรมอันสงบระงับ ชีวิตลงตัว ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ดร.องอาจ สิงห์ลำพอง ชีวิตที่ไม่หยุดนิ่งกับการคิดและลงมือทำ รวมทริปกระต่าย เซเลบสุดฮอตโลดไซเบอร์ JAYTHERABBIT อ่าน! ตู้หนังสือของคุณตา และร่วมลุ้นรายเซ็น”วราภา” SHOWTIME นักล่าฝัน AF 10

ขอขอบคุณรูปภาพแฟชั่น แฟชั่น The flower Girl ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต จาก  
นิตยสาร ขวัญเรือน ; Women Mthai Team 

สวยหรอ?? แฟชั่น ฟันเลี่ยมทอง ของเหล่า ซุปตาร์ ฮอลลีวู้ด

มาใหม่อีกแล้ว สำหรับเทรด์ แฟชั่น ล่าสุดที่ฮิตกันเหลือเกิ๊น กับการทำ ฟันเลี่ยมทอง ของเหล่าสาวเล็กสาวใหญ่ ซุปตาร์ ฮอลลีวู้ด อย่าว่าแต่สาวๆ เลย ขนาดหนุ่มๆ เค้าก็ยังอินกันด้วย แต่แฟชั่นแบบนี้ไม่ใช่ใครก็อยากจะทำก็ทำกันได้ ถ้าไม่มีสตางค์ก็อดไปนะจ๊ะ เพราะการจะมี ฟันทอง เพื่อเวลายิ้มแล้วจะเปร่งประกายฉายแสงได้นั้น ต้องใช้ทองแท้นะจ๊ะ หรือบางคนอาจพัฒนาไปเป็น เพชร แทนก็แล้วแต่สตางค์ในกระเป๋าจะอำนวย ส่วนราคาก็คงไม่ต้องบอกว่าจะแพงขนาดไหน อย่าได้คิดจะใช้ทองปลอมเพราะใส่เข้าระวังไปปากจะเน่าเอาล่ะ สาวๆบ้านเราเห็นแล้ว ก็อย่าไปอยากทำตามเลย เพราะถ้าหน้าตาไม่ได้จริงๆ ทำแล้วมันจะดูเหมือน อีเย็นฟันดำกินหมาก มามากกว่า ว่าไหม???


 
Madonna ตัวแม่ฟันทอง ต้องยกให้เธอเลย


Katy Perry โชว์ฟันวิ๊งค์ เคลือบเพชร

 
Tobey Maguire อดีตสไปเดอร์แมน กับ ฟันทอง ของเขา

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแฟชั่น 
สวยหรอ?? แฟชั่น ฟันเลี่ยมทอง ของเหล่า ซุปตาร์ ฮอลลีวู้ด  จาก Women Mthai Team

Mix & Match เสื้อผ้าสาวไหล่กว้าง


ทำไมหุ่นเธอเหมือนนักมวยอย่างงี้ล่ะ ?! มองข้างหลังยังกะผู้ชาย!   สาวไหล่กว้างคงชินชาประโยคแทงใจดำแบบนี้กันมาบ้างแล้วใช่มั้ยคะ ก็เพราะไหล่กว้างๆที่เราไม่พึงปราถนาเนี่ย มันทำให้รูปร่างเราดูใหญ่เทอะทะ บึกบึน  จะเลือกเสื้อผ้ามาใส่แต่ละทีก็ต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะใส่แบบไหนถึงลดความ แมนได้ล่ะเนี่ย   ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เรามีทริคดีๆในการเลือก เสื้อผ้าสาวไหล่กว้าง และวิธีมิกซ์แอนด์แมทช์เอาใจสาวๆที่นอยด์กับปัญหาไหล่กว้างมาบอกกันค่ะ ทีนี้แหละก็จะไม่มีใครมาว่าคุณแมนเกินหญิงได้แล้วล่ะ ^^



คอเสื้อ การเลือกคอเสื้อสำคัญมากสำหรับสาวๆไหล่กว้างมากๆ เพราะมีผลต่อภาพรวมของช่วงไหล่ การใส่ทรงคอเสื้้อที่ไม่เหมาะกับหุ่น จะทำให้เราดูแมนแบบทวีคูณ เพราะฉะนั้นสาวๆควรเลือกเสื้อคอกลมหรือคอวีเพื่อเสริมให้ช่วงคอดูยาวขึ้น หรือเสื้อเปิดไหล่ก็ได้นะคะ อย่างเสื้อสายเดี่ยวเปิดไหล่ต่อแขนตุ๊กตาพองๆ หรือเสื้อเปิดไหล่แบบสโลป สำคัญท่อนล่างต้องให้ดูพองหน่อย จะได้สมดุลกัน แต่ที่เซย์โนเลยก็ พวกเสื้อคอเหลี่ยม คอติด คอเต่า หรือเสื้อติดกระดุมคอ เพราะจะยิ่งทำให้ช่วงไหล่ดูเหลี่ยม หนา และดูตันขึ้นทันที นอกจากนี้พวกเสื้อคอปกกว้างๆ อย่างปกกะลาสี หรือปกแบบสูทที่หนาและโต ก็บายค่ะ เพราะมันจะให้เราดูแมนเว่อร์

เสื้อ สาวๆไหล่กว้างเหมาะมากกับ เสื้ออครอป (crop top) ซึ่งอาจเอามาแมทช์กับกระโปรงมกซี่พริ้วๆ หรือกางเกงเอวสูงสีสดใส เน้นช่วงล่างให้เด่นก็เวิร์คนะคะ แมทช์ชุดแก้ปัญหาไหล่กว้าง เสื้อคาดิแกนตัวสั้นที่ตกแต่งดีเทลอย่างการปักลายหรือกุ๊นลายด้านหน้า เป็นแนวดิ่งไปตามแนวรังดุม จะช่วยเบนความสดใจจากไหล่ได้มาก ยิ่งใส่ทับลงบนเสื้อกล้ามหรือเสื้อยืดสีขาวจะยิ่งเน้นรูปร่างช่วงเอวและ สะโพกมากขึ้น แถมไหล่ยังถูกพรางไว้อีกค่ะ แต่ถ้าอยากใส่เสื้อที่ใส่แล้วเน้นไหล่ อย่างเสื้อครอปคอติดๆ เสื้อแขนกุดคอกลมแบบเสื้อผู้ชาย ให้ลองแก้ปัญหาด้วยการใส่เสื้อเชิ้ตหรือแจ็คเก็ตที่ผ้าหนาหรือเป็นทรงซัก หน่อย ทับลงไป อาจใส่คลุมไหล่ไว้เฉยๆ ก็เก๋นะ

แขนเสื้อ สาวๆ ควรเลือกแขนสั้นมากกว่าแขนยาว เพราะแขนสั้นจะช่วยจัดสมดุลและช่วยลดความหนาระหว่างช่วงไหล่กับช่วงลำตัวของ คุณ หรือเลือกใช้เครื่องประดับชิ้นเด่นๆ ดึงดูดความสนใจ อย่างกำไล สร้อยคอเก๋ๆก็ช่วยพรางเช่นกันค่ะ เสื้อผ้าที่สาวไหล่กว้างไม่ควรใส่เลยก็จำพวกเสื้อแขนพองๆ แขนตุ๊กตา หรือเสื้อที่ตกแต่งช่วงไหล่เยอะๆ อย่างแต่งโบว์ แต่งระบาย โดยเฉพาะเสื้อที่มีฟองน้ำเสริมไหล่ที่จะไปเสริมความหนาของไหล่ให้ดูบึกเข้าไปอีก

ความยาวของเสื้อ ความ ยาวของเสื้อก็ส่งผลต่อช่วงไหล่ของคุณได้ ควรเลือกเสื้อที่มีความยาวลงมาจนถึงบั้นท้าย หรือเลือกเดรสที่มีความยาวประมาณช่วงเข่า เพราะจะช่วยดึงความสนใจจากช่วงไหล่ไปยังช่วงขา

สี ควรเลือกท่อนบนเป็นโทนสีเข้มๆ และเลือกท่อนล่างเป็นโทนสีสว่าง เพราะสีสว่างจะช่วยกระจายความสนใจไปยังท่อนล่างมากกว่าช่วงไหล่ อีกอย่างเราไม่ควรใส่เสื้อที่เป็นลายใหญ่ๆ เช่นลายตารางโตๆ ลายดอกใหญ่ๆ เพราะมันจะทำให้เราดูแน่นและตันเข้าไปอีก แต่ถ้าชอบลายนี้จริงจริ๊ง ก็ควรเลือกลายเล็กแทนนะคะ จะช่วยพรางหุ่นช่วงบนได้ดีกว่าค่ะ

ท่อนล่าง คนที่มีช่วงไหล่กว้าง แนะนำให้ใส่ท่อนล่างที่เน้นและเสริมช่วงสะโพก เพื่อสร้างความสมดุลกับไหล่ อาทิ เลือกใส่กางเกงสีอ่อน ทรง Boot cut หรือกางเกงขากว้างๆ บานๆ หรือ กางเกงคาร์โก้ (cargo pants) แบบที่มีกระเป๋าด้านข้างเยอะๆ สำหรับกระโปรงจะเป็นกระโปรงทรงเอ หรือทรงบอลลูนก็ได้ อีกวิธีในการสร้างสมดุลให้สะโพกกับไหล่ คือใส่ชิ้นล่างหลวมๆ อย่างกระโปรงแม็กซี่พริ้วๆ แมทช์ชุดแก้ปัญหาไหล่กว้าง ไม่ควรใส่เข็มขัดใหญ่ๆ เน้นช่วงเอวและสะโพก เพราะทำให้เห็นชัดขึ้นค่ะ ว่าไหล่เรากว้างมาก

รองเท้า ควร เลือกใส่รองเท้าส้นสูงและรองเท้าสีสันแจ่มๆ เพราะเราต้องสร้างจุดโฟกัสอื่นเพื่อไม่ให้ไหล่เราเด่นไง แต่ต้องระวังรองเท้าส้นตึกหรือส้นเตารีดบางแบบนะคะ อาจทำให้ดูตันได้เหมือนกันค่ะ








ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแฟชั่น Mix & Match เสื้อผ้าสาวไหล่กว้าง

จาก woman.mthai.com ภาพประกอบจาก … pantip.com,stylenanda.com,shibuya.co.kr

แม่ท้อง .. อย่ามองข้าม ความปลอดภัย !


ไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนของการตั้งครรภ์ อุบัติเหตุเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันจากการขับรถ การยืน เดินสะดุดหรือโดนกระแทกเพียงเล็กน้อย อาจทำให้คุณ แม่ท้อง บาดเจ็บและเป็นอันตรายต่อลูกในท้องได้ การใช้ชีวิตประจำวันอย่างระมัดระวังและไม่ประมาทจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ

โดนชน-กระแทกหน้าท้อง

การเดินในที่ที่มีคนพลุกพล่าน มักทำให้คุณแม่โดนชนหรือกระแทกที่หน้าท้องเมื่อเดินสวนกับคนอื่น จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเดินค่ะ

      ปลอดภัยไว้ก่อน :

- เลี่ยงการเดินไปในบริเวณที่มีคนพลุกพล่านหรือเบียดเสียด เพราะจะทำให้คุณแม่อึดอัดและเสี่ยงต่อการโดนชนหรือกระแทกหน้าท้องได้ง่าย หากเลี่ยงไม่ได้อาจเดินให้ช้าลงและใช้มือกุมหน้าท้องไว้

- ไม่สะพายกระเป๋าใบใหญ่ หรือถือของเยอะเพราะจะทำให้เดินไม่สะดวก หากโดนชนอาจทำให้หกล้มได้ และถ้าคุณแม่ไว้ผมยาวก็ควรรวบผมทุกครั้งเพื่อไม่ให้ผมรุงรังเกี่ยวกับสิ่งใดได้

เดินสะดุด

บางครั้งสิ่งรอบตัวก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ขอบประตู ที่มักทำให้เดินสะดุดเพราะก้าวพลาด  หรือเดินชนเพราะมองไม่เห็นค่ะ

      ปลอดภัยไว้ก่อน :

- เลี่ยงการใส่กางเกงหรือกระโปรงที่ยาวและบานเกินไป เพราะรุ่มร่ามและทำให้เหยียบตรงชายกระโปรงหรือกางเกงเวลาเดิน

- ใช้มือช่วยกะระยะเวลาเดิน เช่น ก่อนเดินเข้าประตูให้ยื่นแขนไปจนสุด ถ้าแตะขอบประตูได้พอดีก็แสดงว่าเดินผ่านได้ เพราะท้องจะไม่ใหญ่เกินกว่าแขนยื่นสุดค่ะ

ลื่นล้ม

การลุกนั่งหรือทำอะไรอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะคุณแม่ที่ชอบความคล่องแคล่วว่องไวคงจะต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นบันได ห้องน้ำ หรือพื้นที่ไม่เรียบ เพราะความเร่งรีบจะทำให้หน้ามืด ลื่นล้มและเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายค่ะ

      ปลอดภัยไว้ก่อน :

- การขึ้น-ลงบันไดควรเดินชิดกับราวบันได เนื่องจากขนาดหน้าท้องที่ใหญ่อาจทำให้มองเห็นทางทางไม่สะดวกและกะระยะในการ ก้าวเดินพลาด ควรเดินช้าลงและจับราวบันไดทุกครั้ง

- เลือกเข้าห้องน้ำสาธารณะที่มีขนาดห้องกว้าง พื้นห้องน้ำแห้งไม่มีน้ำเฉอะแฉะ (มีแผ่นยางกันลื่น) และใส่รองเท้าที่มีดอกยางกันลื่น ไม่ต้องอายที่จะเลือกเข้าห้องน้ำสำหรับผู้สูงอายุที่มีราวจับสำหรับพยุงตัว เพื่อความปลอดภัยจากการลื่นล้มค่ะ

- การลุกจากเก้าอี้ ให้ขยับตัวออกมาริมขอบที่นั่ง และก้าวเท้าข้างหนึ่งมาด้านหน้าเล็กน้อย จับที่วางแขนไว้แล้ว ค่อยๆ พยุงตัวขึ้นโดยใช้สะโพกและกล้ามเนื้อหาในการช่วยยืน

- หากไม่ใช่ห้องที่ปูพรม ไม่ควรใส่ถุงเท้าเดินในห้อง ควรใส่รองเท้าหรือเดินเท้าเปล่าเพื่อป้องกันการลื่นล้ม

อุบัติเหตุจากการเดินทาง

อุบัติเหตุเล็กน้อยจากการนั่งรถสามารถเกิดได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถเองหรือนั่งรถก็ตาม เช่น ตกหลุมหรือเบรกรถกะทันหัน หน้าท้องกระแทกพวงมาลัยหรือถุงลมนิรภัย เข็มขัดนิรภัยรัดหน้าท้อง เป็นต้น ซึ่งถึงแม้จะไม่รุนแรงแต่ถ้าเกิดบ่อยๆ ก็เป็นอันตายได้เช่นกัน

      ปลอดภัยไว้ก่อน :

- บอกคนขับว่ากำลังตั้งครรภ์ เพื่อเพิ่มความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงถนนที่ขรุขระ เป็นหลุมบ่อ

- ควรคาดเข็มขัดนิรภัยใต้ท้อง ใช้หมอนใบเล็กรองท้องส่วนล่างก่อนพาดเข็มขัด เพื่อลดแรงกระแทกและเสียดสีของท้องกับพวงมาลัยระหว่างขับรถ และขับให้ช้าลงเพื่อลดแรงกระแทกเวลารถเบรกกะทันหัน

- เพื่อความปลอดภัยทั้งแม่และลูก ควรหลีกเลี่ยงการขับรถเองเมื่อใกล้คลอด เพราะท้องอาจติดพวงมาลัยทำให้ขับได้ไม่สะดวก

ตกส้นรองเท้า

ในช่วงตั้งท้อง คุณแม่คงต้องงดใส่รองเท้าส้นสูง ถึงแม้จะใส่จนชินแล้วก็ตาม เพราะการใส่ส้นสูงจะต้องเกร็งขาและหน้าท้องในการทรงตัวเดินทำให้เกิดอาการ ปวดขาและปวดหลัง รวมถึงรองเท้าที่มีส้นเรียงและสูงไม่สามารถรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นได้ จะทำให้ตกส้นรองเท้าหรือเท้าพลิกได้ค่ะ

      ปลอดภัยไว้ก่อน :

- เลือกใส่รองเท้าส้นเตี้ย ความสูงไม่ควรเกิน 1 นิ้ว พื้นรองเท้ามีความเรียบเสมอกัน สามารถรองรับน้ำหนักได้ดีเพื่อไม่ให้เสียการทรงตัวเวลาเดินหรือยืน หมั่นเช็คดอกยางใต้รองเท้าว่ายังมีสภาพดีเพื่อป้องกันการลื่นล้ม

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ.. แม่ท้อง ควรทำอย่างไร?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว หากมีเพียงแค่รอยฟกช้ำตามร่างกายคงไม่น่าเป็นห่วงเท่าใด แต่ควรสังเกตว่าไม่มีอาการเหล่านี้ด้วยค่ะ

- ไม่มีเลือดไหลทางช่องคลอด ถ้าล้มแล้วมีเลือดไหลออกมาจากช่องคลอด อาจเป็นไปได้ว่ารกมีการลอกตัว หากมีเลือดออกมากอาจเป็นอันตรายทำให้คลอดก่อนกำหนดได้

- ไม่เจ็บท้องและมดลูก เพราะอาการเจ็บท้องจะบ่งบอกถึงการได้รับการกระแทก หากเจ็บอยู่ตลอดเวลาอาจเป็นไปได้ว่ามดลูกแตก และเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดด้วย

- ลูกไม่ดิ้น หากนับแล้วว่าลูกไม่ดิ้นเลยหรือดิ้นน้อยลงจนผิดสังเกต ให้รีบไปพบคุณหมอทันที

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก แม่ท้อง .. อย่ามองข้าม ความปลอดภัย ! จาก นิตยสาร  Mothere&Care www.motherandcare.in.th

เจ็บท้องคลอดและวิธีลดอาการเจ็บ


ในช่วงใกล้คลอด มดลูกจะขยายตัวและเคลื่อนต่ำลง เมื่อคลำดูบริเวณหน้าท้องจะรู้สึกว่ามีก้อนแข็งๆ อาการแบบนี้เรียกว่า “ท้องแข็ง” หรือ“เจ็บท้องเตือน” ซึ่งการแข็งตัวของมดลูกนี้จะมีความถี่ที่ไม่สม่ำเสมอ อาจจะนานประมาณ 20-25 วินาที ในแต่ละครั้ง ซึ่งอาการท้องแข็งจะเกิดขึ้นได้ในช่วง 2-3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด

อาการเจ็บท้องเตือนเป็นกระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนคลอดของร่างกายคุณแม่ ซึ่งจะช่วยให้ปากมดลูกมีความอ่อนนุ่ม เพิ่มการไหลเวียนของเส้นเลือดไปยังรก ช่วยให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณแม่มีอาการเจ็บท้องเตือนเป็นระยะๆ และมีอาการท้องแข็งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เจ็บแบบสม่ำเสมอและเจ็บนานขึ้นเรื่อยๆ ควรไปพบแพทย์ทันทีเพราะอาจจะเป็นการเจ็บท้องจริงแล้วก็ได้

วิธีลดอาการ เจ็บท้องคลอด

อาการ เจ็บท้องคลอด เป็นอาการที่ว่าที่คุณแม่ทุกคนต้องเผชิญในช่วงใกล้คลอด แต่ไม่ต้องกังวล เพราะในปัจจุบันมีวิธีการที่จะช่วยลดอาการเจ็บได้ ดังนี้

การลดความเจ็บปวดด้วยวิธีธรรมชาติ เช่น ลดความตึงเครียดโดยฝึกหัดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ฝึกหายใจ ลูบหน้าท้อง และอย่าวิตกกังวลจนเกินไป พูดคุยหากำลังใจจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะคุณพ่อควรดูแลคุณแม่อย่างใกล้ชิด ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดปริมาณการใช้ยาแก้ปวดและช่วยลดความเจ็บปวดจากการคลอด

การลูบหน้าท้อง การลูบหน้าท้องที่เป็นจังหวะจะช่วยเบนความสนใจของคุณแม่ออกจากจุดที่เจ็บปวด มาที่ตำแหน่งที่ทำให้คุณแม่สบายขึ้น วิธีการก็คือ ทำมือทั้งสองให้มีลักษณะเป็นอุ้งมือ จากนั้นใช้อุ้งมือวางเหนือหัวหน่าว เริ่มลูบเบาๆ จากจุดนี้ไปถึงยอดมดลูก แล้วลูบลงมาถึงตำแหน่งเริ่มต้นใหม่ ทำไปเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับการหายใจแบบลึกๆ ช้าๆ คือ หายใจล้างปอด 1 ครั้งแล้วต่อด้วยการหายใจแบบลึกๆ ช้าๆ

การใช้ยาระงับความเจ็บปวด (Systemic Analgesia) หรือการใช้ยานอนหลับ วิธีนี้สามารถระงับอาการปวดได้ดี ช่วยลดความเครียด คุณแม่สามารถนอนหลับพักผ่อนได้ในระยะแรกของการคลอด ถ้าคุณแม่รู้สึกเจ็บมาก แพทย์จะให้ยาระงับความเจ็บปวด

การใช้ยาชาเฉพาะที่สกัดกั้นประสาท (Regional Analgesia) ยาจะออกฤทธิ์โดยยับยั้งการส่งผ่านกระแสประสาทนำความรู้สึกจากบริเวณมดลูกและ กระดูกเชิงกรานไปสู่ไขสันหลัง ทำให้การส่งผ่านความรู้สึกของเส้นประสาทช้าลงหรือหยุดลงชั่วคราว คุณแม่จะรู้สึกชาตั้งแต่เอวลงมา เป็นการระงับความเจ็บปวดเฉพาะที่ ซึ่งในปัจจุบันนิยมใช้ยาระงับความรู้สึกนอกเยื่อหุ้มไขสันหลังชั้นนอก (Epidural Block Analgesia) มีข้อดีคือ ช่วยให้คุณแม่ไม่เจ็บครรภ์ ถ้าทำถูกวิธีและให้ขนาดยาถูกต้อง จะไม่มีภาวะแทรกซ้อนต่อผู้คลอดและลูกน้อยในครรภ์ และไม่มีผลกระทบต่อระบบเวลาการคลอด สามารถใช้ยาชาซ้ำได้หลายครั้ง ซึ่งการใช้ยาดังกล่าวคุณแม่จะรู้สึกตัวตลอดเวลา

การใช้ยาระงับความเจ็บปวดชนิดสูดดม (Inhalation Analgesia) คือ การใช้ยาสลบประเภทสูดดมในขนาดต่ำ ปกติมักใช้เพื่อเสริมฤทธิ์ของยาฉีดแก้ปวด ปัจจุบันนิยมใช้ก๊าซไนตรัสออกไซด์ต่อออกซิเจนในขนาดความเข้มข้น 50:50 มีฤทธิ์เป็นยาสลบอย่างอ่อน ไม่กดการหายใจ ไม่มีผลกระทบต่อระบบไหลเวียนเลือด ไม่กดการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดโดยที่คุณแม่ไม่หลับ จึงช่วยป้องกันการสำลักอาหารได้ด้วย

อย่างไรก็ดี แพทย์จะเป็นผู้เลือกวิธีระงับความเจ็บปวดเพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อย

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก เจ็บท้องคลอดและวิธีลดอาการเจ็บ จาก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

การตรวจสอบด้วยชุดทดสอบการตั้งครรภ์

สำหรับคุณผู้หญิงที่ไม่เคยไปตรวจการ ตั้งครรภ์ กับสูตินรีแพทย์มาก่อน คงจะต้องรวบรวมความกล้าเป็นอย่างมาก ที่จะไปพบแพทย์เพื่อตรวจการตั้งครรภ์ แต่การไปพบสูตินรีแพทย์เป็นสิ่งที่ควรต้องทำเมื่อเกิดการตั้งครรภ์ เพราะการตรวจกับแพทย์เฉพาะทางถือเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้มากที่สุด แต่ในปัจจุบัน คุณผู้หญิงสามารถหาชุดทดสอบการตั้งครรภ์ มาตรวจเองที่บ้านได้เช่นเดียวกัน


 1. กลไกของ ชุดทดสอบการ ตั้งครรภ์

เมื่อตั้งครรภ์ ฮอร์โมนฮิวแมนคอริโอนิกโกนาโดโทรฟิน (human Chorionic Gonadotropin; hCG) จะถูกขับออกจากเซลล์รก ที่เป็นต้นตอของรก เข้าไปในปัสสาวะเป็นจำนวนมาก ซึ่งชุดทดสอบการตั้งครรภ์ถูกสร้างขึ้นตามกลไกดังกล่าว

2. ประเภทของชุดทดสอบ การตั้งครรภ์

ชุดทดสอบการตั้งครรภ์ นี้สามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายยาทั่วไป โดยชุดทดสอบทุกประเภทจะมีสารทดสอบบรรจุอยู่ในรูปแบบแท่งหรือรูปแบบอื่น ๆ และจะตรวจโดยใช้การจุ่มลงไปในปัสสาวะ หรือแช่ไว้ในภาชนะที่เก็บปัสสาวะไว้ สำหรับวิธีแสดงผล จะมีทั้งชุดทดสอบที่แสดงให้รู้ว่าผลเป็นโพซิทีฟหรือไม่ ด้วยการเปลี่ยนสี และมีที่เป็นจอแสดงผลดิจิตอลอย่างชัดเจนว่า “+ (โพซิทีฟ)” หรือ “- (เนกาทีฟ)
นอกจากนี้ มีชุดตรวจหลายประเภทที่สามารถตรวจได้ตั้งแต่หลังเลยกำหนดวันประจำเดือนมาประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ก็มีชุดตรวจ บางประเภทที่สามารถตรวจได้ตั้งแต่วันที่ถึงกำหนดรอบเดือนมา

3. ผลการทดสอบ

-    กรณีที่ผลเป็นโพซิทีฟ
ชุดทดสอบในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงมาก และสามารถตรวจได้ค่อนข้างแม่นยำ ในกรณีที่ผลออกมาเป็นโพซิทีฟ มีโอกาสว่าตั้งครรภ์อยู่สูงมาก ดังนั้นขอให้ไปพบสูตินรีแพทย์โดยเร็วที่สุด
*ชุดทดสอบการตั้งครรภ์จะให้ผลเป็นบวกในกรณีที่ตั้งครรภ์นอกมดลูกด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องตรวจสอบโดยเร็วว่าเป็นการตั้งครรภ์ที่มีปัญหาหรือไม่

-    กรณีที่ผลเป็นเนกาทีฟ
อาจจะมีกรณีที่ใช้ชุดทดสอบอย่างไม่ถูกต้อง หรือกรณีที่ตรวจเร็วเกินไป ในกรณีที่ยังมีอาการของการตั้งครรภ์อยู่ ขอให้ลองทดสอบในวันอื่นอีกครั้ง หรือไปพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจอีกครั้ง
*ก่อนใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์ ขอให้อ่านคู่มือในกล่องให้ดีก่อนใช้

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก การตรวจสอบด้วยชุดทดสอบการตั้งครรภ์ จาก mamypoko

ท้องแล้วทำงานได้ไหมนะ?

อาจมีหลายคนเข้าใจผิดคิดว่า ท้อง แล้วไม่ควร ทำงาน ห้ามออกไปไหน แต่หากคุณแม่ท้องสุขภาพแข็งแรง อย่างไรก็ทำงานได้ค่ะ เพียงแต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น ซึ่งคุณแม่ต้องประเมินว่างานที่คุณแม่ทำอยู่นั้นมีอันตรายหรือความเสี่ยงมาก น้อยแค่ไหน


รู้ไว้ ได้ประโยชน์

คุณแม่ท้องอย่านิ่งเฉยกับกฎหมายและสิทธิเกี่ยวกับคนท้องนะคะ เพราะเป็นสิทธิประโยชน์ต่อตัวเราทั้งสิ้น ทั้งสิทธิลาคลอด การทำงานล่วงเวลา และอื่นๆอีกมากมาย จากนั้นคุณแม่ต้องแจ้งนายจ้างว่าตอนนี้เราท้องแล้วนะ เพื่อทางนายจ้างจะได้สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานไม่ให้กระทบต่อสุขภาพของคุณ แม่ เช่น การทำงานล่วงเวลา การทำงานกะกลางคืน หรือเนื้อหางานมีอันตราย เป็นต้น

4 สิ่งที่ต้องเลี่ยง

การทำงานให้ปลอดภัยและมีสุขภาพดีไปด้วยนั้น ไม่จำเป็นต้องเกิดจากปัญหาจากโรคภัยไข้เจ็บเท่านั้น แต่ยังมี 4 สิ่งเหล่านี้ที่อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของคุณแม่ท้องได้เช่นกัน

1. งานที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ

2. งานที่ต้องมีการเคลื่อนไหว ออกแรงหรือท่าทางมากๆ

3. งานที่ต้องเดินทางบ่อยๆ

4. งานที่มีมลพิษทางเสียงที่ดังมากๆ

พักเสียหน่อย ไม่เสียหาย

การทำงานไม่ว่างานแบบไหนก็คงหลีกเลี่ยงความตึงเครียดไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรหาวิธีผ่อนคลายและให้สมองได้พักผ่อนบ้าง ไม่อย่างนั้นลูกอาจรู้จักขมวดคิ้วนั่งกุมขมับได้ตั้งแต่อยู่ในท้องแน่ๆ

1. หากคุณแม่ต้องทำงานที่ยืนมาก ให้หาที่นั่ง ยกขาขึ้นพักบ้าง หรือหากทำงานที่ต้องนั่งนานๆ ก็ให้ลุกยืนหรือเดินบ้างทุกๆ 2 ชั่วโมง เพราะเป็นการช่วยให้เลือดได้หมุนเวียน และลดอาการบวมของเท้าของเราได้ดี

2. พักผ่อนระหว่างวันให้มากเท่าที่จะทำได้ และอย่าคร่ำเคร่งกับงานมากจนเกินไป

3. รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และมีสารอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะผักและผลไม้ เพื่อลดการเกิดอาการท้องผูก

4. ใส่เสื้อผ้าและรองเท้าที่สบายๆ

ลาคลอดตอนไหนดี

ในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสต้นๆ คุณแม่อาจต้องลางานไปพบคุณหมอหรือตรวจสุขภาพบ่อยๆ สิทธิ์ลาคลอดยังไม่สามารถนำมาใช้ได้นะคะ คุณแม่ต้องใช้สิทธิลากิจ ลาป่วย หรือลาพักร้อนแทน จนเมื่อถึงช่วงใกล้คลอด คุณแม่ท้องจึงสามารถใช้สิทธิลาคลอดได้ คือหยุดงานได้ไม่เกิน 90 วัน โดยส่วนใหญ่แล้ว ควรใช้สิทธิลาคลอดในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนถึงวันคลอด เพื่อให้มีเวลาเตรียมตัว พักผ่อน และจัดการเรื่องต่างๆค่ะ

5 อาการไม่ควรเสี่ยงทำงาน

หากคุณแม่มีอาการดังต่อไปนี้ ไม่ควรเสี่ยงทำงานเพราะมีผลต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยได้

1. คุณแม่มีประวัติคลอดก่อนกำหนดมากกว่า 1 ครั้ง

2. เคยแท้งมาก่อน

3. มีภาวะความดันโลหิตสูง

4. ตั้งครรภ์แฝด

5. มีภาวะเบาหวาน

ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณแม่ควรปรึกษาคุณหมอก่อน เพราะบางคนที่มีภาวะเสี่ยงนี้แต่ยังสามารถไปทำงานได้ เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดค่ะ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก ท้องแล้วทำงานได้ไหมนะ? จาก นิตยสาร  Real Parenting

ทำอย่างไรให้ได้ลูกแฝด

การตั้งครรภ์แฝดโดยธรรมชาตินั้นไม่สามารถกำหนดหรือคาดเดาได้เลย เพราะเป็นเรื่องของกระบวนการทางธรรมชาติล้วนๆ แล้วถ้าท้องนี้คุณแม่อยากจะมี ลูกแฝด ล่ะ จะมีโอกาสเป็นไปได้แค่ไหน มาดูปัจจัยที่ทำให้คุณแม่มีโอกาสได้ลูกแฝดกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง


คนในครอบครัว…มี ลูกแฝด
คนในครอบครัวมีประวัติมี ลูกแฝด โดยเฉพาะครอบครัวฝ่ายมารดา เพราะผู้หญิงจะ ได้รับยีนแฝดที่ทำให้เกิดการผลิตไข่มากกว่าคนที่ไม่มียีนนี้ ทำให้คุณแม่มีโอกาสมีลูกแฝดนั่นเอง ซึ่งแฝดในที่นี้หมายถึงแฝดคล้ายเท่านั้น เพราะสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ แต่แฝดเหมือนไม่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ค่ะ

อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง เชื้อชาติ
มีงานวิจัยออกมาแล้วว่า คุณแม่ที่มีอายุมากมีโอกาสตั้งครรภ์แฝดสูงกว่าคุณแม่อายุน้อย โดยคุณแม่ที่อายุมากกว่า 45 ปี มีโอกาสได้ลูกแฝดถึง 17% ในเรื่องของน้ำหนักก็มีผลเช่นกัน หากคุณแม่มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 30 และรูปร่างสูง ก็มีโอกาสตั้งครรภ์แฝด นอกจากนี้ผู้หญิงเชื้อชาติแอฟริกันอเมริกัน มีอัตราการตั้งครรภ์แฝดสูงกว่าเชื้อชาติอื่น และเอเชียถือเป็นเชื้อชาติที่มีโอกาสตั้งครรภ์แฝดได้น้อยที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณแม่ก็ไม่ควรรอมีลูกตอนอายุมากๆหรือเพิ่มน้ำหนักเกินมาตรฐานเพื่อให้ได้ ลูกแฝดนะคะ เพราะผลแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์แฝดก็จะสูงตามไปด้วย

กินยากระตุ้นไข่และกรดโฟลิก การกินยากระตุ้นการตกไข่ของคุณแม่ ในกรณีของผู้มีบุตรยาก ทำให้คุณแม่มีโอกาสตั้งครรภ์แฝดสูงกว่าวิธีธรรมชาติ ส่วนงานวิจัยจากประเทศออสเตรเลียพบกว่า กรดโฟลิกมีส่วนช่วยให้ตั้งครรภ์แฝดมากขึ้น แม้จะมีนักวิจัยอื่นๆแย้งว่าพิสูจน์ได้ยาก แต่การกินกรดโฟลิกก่อนการตั้งครรภ์ก็เป็นเรื่องจำเป็นของคุณแม่กำลังจะ ท้องอยู่ดีค่ะ เข้าตำราว่า กินไว้ไม่เสียหาย

ให้นมลูก
ดร.แกรี่ สเตนแมน สูตินรีแพทย์และนรีเวชศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแพทย์ไมอามี่ บอกว่าหากคุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วงที่ให้นมลูก จะช่วยเพิ่มโอกาสได้ลูกแฝดในท้องต่อไปมากกว่าคุณแม่ที่ไม่ได้ให้นมลูก หากใครคิดว่ายังท้องไหว ก็ลุยโลด

โชคช่วย
หากคุณพ่อคุณแม่คู่ไหนอยากได้แฝดเหมือนล่ะก็ คงต้องอาศัยโชคช่วยล้วนๆ เพราะการตั้งครรภ์แฝดเหมือนไม่สามารถคาดเดาและกะเกณฑ์ได้ เป็นเพียงการสุ่มจากธรรมชาติเท่านั้น บ้านไหนอยากได้ลูกแฝดเหมือนและได้สมใจ ถือว่าบ้านนั้นโชคดีสุดๆ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก ทำอย่างไรให้ได้ลูกแฝด จาก นิตยสาร  Real Parenting

ฝากครรภ์ครั้งแรกต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง?


Ages 0-13 week : “ไชโย! ในที่สุด เจ้าเบบี๋ก็จะมาอยู่กับพ่อแม่แล้ว!”

หลังจากตื่นเต้นดีใจ ทีนี้ก็ถึงเวลาเตรียมตัวเป็นว่าที่คุณแม่ สิ่งแรกที่สูติแพทย์และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำก็คือ ควรไป ฝากครรภ์ ทันทีที่รู้ตัวว่า ตั้งครรภ์ เพราะนอกจากจะต้องตรวจสอบว่าเป็นภาวะตั้งครรภ์ผิดปกติ เช่น ท้องนอกมดลูก หรือครรภ์ไข่ปลาอุกหรือไม่ คุณหมอยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลครรภ์และสั่งวิตามินและแร่ธาตุเสริมที่ จำเป็นให้ด้วย

ก่อนจะขึ้นรถไปคลีนิคหรือโรงพยาบาล คุณแม่คนใหม่อย่าลืมเตรียมข้อมูลเหล่านี้ติดตัวไปด้วยนะ

1. ประจำเดือนครั้งสุดท้าย

ที่สำคัญที่สุดคือ วันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย  เพื่อคำนวนอายุครรภ์และกำหนดคลอด กรณีที่ประจำเดือนของคุณมาไม่ปกติ (เช่น ไม่มาทุกเดือน หรือมามาก/น้อยกว่าปกติ) ก็ควรแจ้งสูติแพทย์ ถ้าคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้ตรวจเลือดก่อนแต่งงาน(ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำอย่าง ยิ่ง) ก็ควรนำผลการตรวจเลือดนั้นติดตัวมาด้วย  เพราะในผลการตรวจเลือดจะมีข้อมูลที่สูติแพทย์จำเป็นต้องทราบ เช่น กรุ๊ปเลือด ABO และ Rh ของคุณแม่, ความเสี่ยงต่อโรคธาลัสซีมเมีย, ภูมิคุ้มกันหัดเยอรมันและไวรัสตับอักเสบบี คุณแม่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาและเสียเงินค่าตรวจเลือดซ้ำ

2. ประวัติสุขภาพ

ถ้าคุณแม่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ, โรคไต, โรคเบาหวาน ฯลฯ ควรขอประวัติการรักษาจากแพทย์ผู้ดูแลติดมาด้วย รวมถึงคุณแม่ที่เป็นหรือเคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลัส หรือหนองใน ฯลฯ หรือมีวิถีชีวิตที่อาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์ เช่น ดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่เป็นประจำ  ก็ควรแจ้งให้สูติแพทย์ที่ฝากครรภ์ทราบ แพทย์จะได้วางแผนดูแลครรภ์อย่างเหมาะสม

3. ประวัติการตั้งครรภ์และการเจ็บป่วยทางนรีเวช

สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองขึ้นไป หรือเคยตั้งครรภ์แต่เกิดภาวะผิดปกติ เช่น แท้งบุตร, รกเกาะต่ำ หรือรกลอกตัวก่อนกำหนด, คลอดก่อนกำหนด หรือทารกอยู่ในท่าผิดปกติทำให้คลอดลำบากฯลฯ หรือหากคุณแม่เคยเป็นโรคทางนรีเวช เช่น ซีสต์หรือเนื้องอกในมดลูก ถึงแม้จะผ่าตัดจนหายดีแล้ ก็ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพราะอาการที่กล่าวมาข้างต้นอาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์และการคลอดในครั้งนี้ได้

4. ประวัติสุขภาพครอบครัว

กรณีที่ในครอบครัวของคุณพ่อหรือคุณแม่มีประวัติของโรคทางพันธุกรรม เช่น โรคโลหิตจางทาลัสซีเมีย หรือโรคเลือดไหลไม่หยุด (ฮีโมฟีเลีย) หรือสมาชิกหญิงในครอบครัวของคุณแม่เคยมีภาวะการตั้งครรภ์บางอย่างที่อาจส่ง ต่อทางพันธุกรรม เช่น แท้งบ่อย, คลอดลูกพิการโดยไม่ทราบสาเหตุ, หรือคลอดเร็วฯลฯ

คุณพ่อคุณแม่ควรสอบถามกับทางครอบครัวและจดรายละเอียดต่างๆ เช่น ใครบ้างที่เป็น/มีภาวะเหล่านี้, ความถี่ที่อาการนี้เกิดในครอบครัว และความรุนแรงของอาการ ฯลฯ เพื่อให้แพทย์ใช้ประกอบการวินิจฉัยว่า คุณแม่จะมีความเสี่ยงต่อภาวะเหล่านี้มากเท่าใด และควรวางแผนการดูแลอย่างไรบ้าง

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก ฝากครรภ์ครั้งแรกต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง? จาก นิตยสาร Real Parenting

พอกหน้า 7 สูตร จาก 7 ประเทศ


     หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่อยากมีใบหน้าสวยใส ดูอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ วันนี้เรามีสูตรการพอกหน้าแบบพิเศษ ที่สรรหามาจากทั่วโลกให้คุณได้บำรุงผิวหน้าของคุณ ให้คุณมีผิวที่ขาวใส แลดูอ่อนกว่าวัยคะ 

แบบที่ 1  พอกหน้าด้วยน้ำผึ้ง (ประเทศสเปน) วิธีการ: ล้างหน้าให้สะอาด เช็ดให้แห้งแล้วใช้ปลายนิ้วแตะน้ำผึ้งลูบไล้บนใบหน้าและลำคอเบาๆ สักครู่ แล้วนวดหน้าด้วยปลายนิ้วอย่างแผ่วเบาประมาณ 5 นาที จนน้ำผึ้งเหนียว นวดต่อไปไม่ได้แล้ว ก็ปล่อยทิ้ง ไว้ประมาณ 10-15 นาที ระหว่างนั้นให้นอนพัก ศีรษะอยู่ต่ำกว่าระดับปลายเท้า เพื่อให้เลือดไหลมาหล่อเลี้ยง ที่ใบหน้าและลำคอได้สะดวกยิ่งขึ้น เมื่อครบเวลาแล้วก็ค่อยๆ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดน้ำผึ้งออก ให้สะอาด เป็นอันเสร็จพิธี 

แบบที่ 2  พอกหน้าด้วยแอปเปิ้ล (ประเทศเบลเยี่ยม) วิธีการ: ปอกแอปเปิ้ล คว้านเอาไส้และเมล็ดออก บดให้ละเอียด ขณะที่บดให้ผสมน้ำผึ้งลงไปด้วย เมื่อบด จนเข้ากันดีแล้ว นำเอาส่วนผสมนี้มาพอกหน้าทิ้งไว้ 20 นาที แล้วใช้นมสดเย็นๆ ล้างออก 

แบบที่ 3  พอกหน้าด้วยแตงโม (ประเทศตุรกี) วิธีการ: ฝานแตงโมเป็นชิ้นบางๆ จากส่วนที่แดงที่สุด นำมาแปะให้ทั่วใบหน้า แล้วใช้ผ้าขาวบางคลุมหน้าไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น 

แบบที่ 4  พอกหน้าด้วยไข่ขาว (ประเทศสวิตเซอร์แลนด์) วิธีการ: ต่อยไข่ไก่ 1 ฟอง แยกไข่แดงออกเทเฉพาะไข่ขาวลงในถ้วย ใช้ส้อมตีไข่ขาวจนเป็นฟองพอสมควร แล้วใช้แปรงขนนุ่ม จุ่มไข่ขาวทาให้ทั่วใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จนไข่ขาวเริ่มจับตัวแข็ง แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น 

แบบที่ 5  พอกหน้าด้วยน้ำมะนาวและน้ำผึ้ง (ประเทศฝรั่งเศส) วิธีการ: ผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำมะนาว 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน แล้วนำมาทาให้ทั่วทั้งใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น  

แบบที่ 6  พอกหน้าด้วยมะเขือเทศ (ประเทศญี่ปุ่น) วิธีการ: ฝานมะเขือเทศ 1 ชิ้นหนาๆ ถูให้ทั่วใบหน้าและลำคอเบาๆ ตรงบริเวณที่มีสิวเสี้ยน มะเขือเทศมี วิตามินซีและกรด AHA จะช่วยลอกผิวหน้าที่ตายแล้วให้หลุดออกได้ หลังจากนั้นจึงค่อยใช้สำลีชุบน้ำเย็น เช็ดมะเขือเทศออกให้สะอาด 

แบบที่ 7  พอกหน้าด้วยนมเปรี้ยว (ประเทศรัสเซีย) วิธีการ: สำหรับผู้ที่มีผิวหน้ามัน ล้างหน้าให้สะอาดก่อนจะเอานมเปรี้ยวที่แช่เย็นจัดพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีหรือนานกว่านั้น แล้วใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆ เช็ดออก ตำรานี้จะใช้ได้ผลดีมากในหน้าร้อน เพราะจะช่วยให้ ใบหน้าที่ซีดเซียวกลับเปล่งปลั่งขึ้นได้ จะเห็นว่าสูตรหน้าที่กล่าวมาทั้งหมด ทำได้ง่ายๆ จากของใกล้ๆ ตัวอันมาจากธรรมชาติโดยเฉพาะ ลองเลือก ใช้สูตรใดสูตรหนึ่งดู แล้วแต่คุณถนัดหรือพอจะหาวัตถุดิบได้ รับรองว่าใบหน้าขาวสวยใสคงอยู่ไม่ไกลเกิน เอื้อมแน่นอน…

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับผิวพรรณ พอกหน้า 7 สูตร จาก 7 ประเทศ จาก www.ladytip.com

หน้าขาวใส อะไรช่วยได้บ้าง?




สารหรือตัวยาที่ทำให้หน้าขาว ทราบหรือไม่ว่า สารหรือตัวยาชนิดใดที่ทำให้ผิวหน้าขาว วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องนี้มาฝาก…
  • กลูตาไธโอน
ลด การสร้างเม็ดสีเมลานิน ต้านการเสื่อมของเซลล์ผิว ส่งผลให้ผิวหน้า ขาวสวยใส เปล่งปลั่งไร้รอยด่างดำ รวมถึงผิวทั่วเรือนร่าง เช่น ใต้วงแขน ริมฝีปาก และบริเวณหัวนม ให้ขาวอมชมพู
  • สารสกัดจากเปลือกสน
ทำ ให้ผิวขาวใส โดยลดปฏิกิริยาของผิวหนังเมื่อถูกแสงแดด ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ลดขนาดและความเข้มของฝ้า กระและช่วยปรับสภาพผิวให้กลับขาวใสขึ้น
  • สารสกัดจากเมล็ดองุ่น
สาร ต้านอนุมูลอิสระในเมล็ดองุ่น ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว ทำให้เนื้อเยื่อโครงสร้างผิวแข็งแรง ปกป้องเนื้อเยื่อโครงสร้างผิวจากการทำลายของอนุมูลอิสระ ลดการเกิดริ้วรอย ลดความหยาบกร้าน หมองคล้ำ ทำให้ผิวใส เรียบเนียน
  • ชาเขียวสกัด
ปก ป้องและรักษาผิวจากการทำลายของมลภาวะ โดยเฉพาะแสงแดด ช่วยฟื้นฟูและปรับสภาพผิว ให้กลับคืนสู่สภาพปกติ ช่วยให้ผิวขาวขึ้นและชะลอการเกิดริ้วรอย
  • โคเอนไซม์คิวเทน
ช่วย ลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว บำรุงผิวให้แข็งแรง ลดการเกิดริ้วรอย ด้วยการเร่งการผลิตคอลลาเจน ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ เพิ่มความชุ่มชื้นให้เซลล์ผิว ทำให้ผิวยืดหยุ่นแข็งแรง
  • วิตามินซี
เสริม สร้างคอลลาเจน ช่วยลดการเกิดริ้วรอย ลดการถูกทำลายของเซลล์ผิวจากอนุมูลอิสระ ช่วยคงความแข็งแรงของผิว ช่วยผลัดเซลล์ผิวและเผยผิวขาวเนียน
  • สารสกัดจากมะเขือเทศ
ลดรอยดำ และความหมองคล้ำจากแสงแดด ลดการถูกทำลายของผิว ช่วยปกป้องจาการทำลายของอนุมูลอิสระ ช่วยลดการเกิดริ้วรอย
  • วิตามินอี
เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ลดเลือนริ้วรอย
  • ซีลิเนี่ยม
ลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว ทำงานเสริมกับวิตามินซี และ วิตามินอี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ กลูตาไธโอน

ก่อนใช้สารหน้าขาวตัวไหนลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง
เพื่อความปลอดภัยนะคะ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับผิวพรรณ หน้าขาวใส อะไรช่วยได้บ้าง?  จาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

หน้าสวยด้วยเลขเด็ด


     หลังการบำรุงผิวหน้าแล้ว เราควรผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้าอีกสัก 2-3 นาที ด้วยการกดตามจุดต่างๆ บนใบหน้าตามแนวเลข 2 หรือแบบตัว S เพื่อเสริมประสิทธิภาพของครีมตัวเก่งที่เพิ่งทาไป เริ่มจาก… 

นวดหน้า
a. วางมือทั้งสองไว้ข้างจมูก ใช้นิ้วกลางกดระหว่างข้างจมูกและหัวตา
b. ค่อยๆ เลื่อนมาที่บริเวณหัวคิ้ว
c. เลื่อนมากดที่บริเวณหางตาข้างขมับ
d. เลื่อนลงมากดบริเวณส่วนบนของโหนกแก้ม
e. ค่อยๆ เลื่อนต่ำลงมากดที่ส่วนล่างของโหนกแก้ม
f. ลากนิ้วออกมา (ตามส่วนหางของเลข 2) ด้านข้างแก้มกดเป็นจุดท้ายสุด


    
สำหรับสาวผิวแห้งขาดความชุ่มชื้น ควรเริ่มต้นนวดด้วยน้ำมันหอมระเหยที่มอบความชุ่มชื้นให้กับผิวแห้งโดยเฉพาะ ต่อด้วยมอยส์เจอไรเซอร์แบบ Hydrating Cream ปิดท้ายด้วยการนวดกดจุดดังรูป จะช่วยเคลือบความชุ่มชื้นของชั้นผิวภายในอย่างได้ผล

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับผิวพรรณ หน้าสวยด้วยเลขเด็ด  จาก นิตยสาร WOMAN PLUS

หน้าหนาว … กับ 20 สิ่งต้องทำ!!


เตรียมผิวหน้าและผิวกายให้พร้อมสวยรับลมหนาวที่กำลังจะมาถึงกันเถอะ 

1. เมื่ออากาศหนาวมาเยือน ความชื้นในอากาศจะลดลง ร่างกายจึงดึงน้ำมาใช้มากขึ้น ทำให้ผิวหนังเกิดอาการแห้งหรือแตกเป็นขุยได้ง่าย สิ่งแรกที่ต้องทำคือการดื่มน้ำเปล่า (ไม่เย็น) ให้เยอะขึ้น เพราะร่างกายจะดูดซึมน้ำเปล่าเข้าสู่เซลล์ได้รวดเร็วกว่าน้ำชนิดอื่น 

2. หากผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าที่ใช้อยู่มีเนื้อบางเบาเหมาะสำหรับอากาศร้อน ขอให้เก็บเข้าตู้เย็นไปก่อน 
แล้วยอมลงทุนเพิ่มอีกหน่อย ซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเนื้อเข้มข้นหรือที่เป็น Oil Base มาใช้ พอหน้าหนาวผ่านไปค่อยหยิบของเดิมกลับมาใช้จะเวิร์คกว่า 

3. ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าชนิดเซรั่มหรือเอสเซ้นซ์มาบำรุงผิวก่อนทามอยส์เจอ ไรเซอร์ นอกจากเนื้อบางเบาซึมเข้าสู่ชั้นผิวได้ง่ายแล้ว ยังช่วยเร่งการฟื้นฟูผิวให้ดีขึ้นด้วย 

4. นวดหน้าอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งเพื่อช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิตและน้ำมันใต้ผิวตามธรรมชาติให้หล่อเลี้ยงผิวดีขึ้น 

5. ถ้าปกติแล้วขัดผิวกายสัปดาห์ละครั้ง ขอให้ยืดเวลาออกเป็น 2 3 สัปดาห์ต่อครั้ง เพื่อเก็บกักความชุ่มชื้นใต้ผิวไว้ และเลือกผลิตภัณฑ์สครับที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว โดยสังเกตง่ายๆ ว่าหลังใช้ผิวจะไม่แห้งตึง แต่ถ้ามีอาการผิวแตกเป็นขุย ขอให้หลีกเลี่ยงการขัดผิวไปก่อนจะดีกว่า 

6. ถึงแม้อากาศจะหนาวแค่ไหน ก็ต้องข่มใจไว้ ไม่อาบน้ำที่ร้อนจัด (เกิน 34 องศาเซลเซียส) เพราะไขมันที่เคลือบตามผิวหนังจะถูกล้างออกไปได้มากกว่าปกติ 

7. หลังอาบน้ำหรือล้างหน้า ใช้ผ้าขนหนูซับเบาๆ ไม่จำเป็นต้องให้แห้งสนิท ลูบไล้ผลิตภัณฑ์บำรุงแล้วปล่อยให้ซึมซาบเข้าสู่ผิว 

8. ถ้าไม่ชอบทาครีมเพราะรู้สึกเหนียวเหนอะหนะ หลังอาบน้ำให้รีบชโลมออยล์ทั่วเรือนร่าง แล้วซับตัวด้วยผ้าขน หนูเบาๆ 

9. หากอยากผ่อนคลาย แช่ตัวในน้ำอุ่น ให้แช่ได้ไม่เกิน 10 นาที แล้วอย่าลืมหยดออยล์หรือครีมน้ำนมลงในอ่างน้ำด้วย 

10. เคล็ดลับฟื้นฟูผิวแห้งเป็นขุยเบื้องต้น ให้นำผ้าขนหนูหรือผ้าสำลีชุบนมรสจืดเย็นๆ มาวางบนผิวหนังส่วนที่แห้งหรือระคายเคือง ทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วล้างออก กรดแล็กติกในนมจะลอกเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออก และเติมความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง

11. ในระหว่างวันให้ใช้สเปรย์น้ำแร่ฉีดพรมทั่วใบหน้า เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและเติมความรู้สึกสดชื่น 

12. ช่วงนี้ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายที่ระบุไว้สำหรับผิวแห้งโดยเฉพาะ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทออยล์หรือเนื้อครีมเข้มข้นสูง (เนื้อบัตเตอร์) ส่วนเนื้อโลชั่นจะเหมาะกับช่วงหน้าร้อนมากกว่า 

13. มาสก์หน้าสัปดาห์ละครั้ง โดยนำแผ่นมาสก์หน้าไปแช่ตู้เย็นก่อนใช้ นอกจากจะช่วยฟื้นฟูผิวแล้วยังช่วยกระชับรูขุมขนด้วย 

14. สูตรมาสก์หน้าโฮมเมดทำเองง่ายๆ คือ อะโวคาโดบดครึ่งถ้วยผสมน้ำผึ้ง 1-4 ถ้วย จนเข้ากัน พอกทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า น้ำมันจากอะโวคาโดจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว 

15. ในตอนเช้าแค่ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าไม่จำเป็นต้องล้างด้วยสบู่ เพื่อรักษาน้ำมันเคลือบผิวตามธรรมชาติ 

16. เปลี่ยนจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าเนื้อโฟม มาเป็นเนื้อครีมหรือออยล์จะเหมาะกับสภาพผิวมากกว่า 

17. หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ผสมกรดต่างๆ เช่น AHA BHA เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทำหน้าที่ผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวแห้งมากขึ้นได้ 

18. พกลิปบาล์มติดกระเป๋าไว้เสมอ หากเนื้อลิปบาล์มบนริมฝีปากเริ่มแห้งเมื่อไรให้รีบหยิบมาทาทันที 

19. ถึงแม้ช่วงฤดูหนาวจะไม่ค่อยมีแสงแดด สาวๆ ก็ยังต้องใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดเหมือนในฤดูร้อนเพราะไม่ว่าเวลาไหน รังสียูวีก็ยังมีอยู่ทุกที่ 

20. ผิวบริเวณส้นเท้าจะแตกได้ง่ายขึ้น จึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเท้าลูบไล้ให้ทั่ว เน้นบริเวณส้นเท้าเป็นพิเศษ แล้วใช้แป้งเด็กทาบางๆ เพื่อดูดซับความมันก่อนสวมรองเท้าหุ้มส้น


ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับผิวพรรณ หน้าหนาว … กับ 20 สิ่งต้องทำ!!  จาก Beauty U Can Touch